หลอดไฟฝังแบตเตอรีจิ๋วไว้ภายในสามารถถอดหลอดออกมาจากโคม ถือใช้แทนไฟฉายหรือไฟฉุกเฉินเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
หลอดไฟฝังแบตเตอรีจิ๋วไว้ภายในสามารถถอดหลอดออกมาจากโคม ถือใช้แทนไฟฉายหรือไฟฉุกเฉินเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ ทั้งยังปลอดจากสารปรอทและแก้ว, หลอดแอลอีดีพร้อมเลนส์พิเศษเพื่อลดแสงจ้าและมลพิษทางแสง, ชุดโคมไฟส่องสว่างขนาด 380 วัตต์ แต่ให้ความสว่างเทียบเท่าชุดโคมไฟ 1,000 วัตต์ จึงประหยัดพลังงานได้มากถึง 2.5 เท่า
หลากนวัตกรรม
ตัวอย่างนวัตกรรมส่องสว่างจากเทคโนโลยีไดโอดเปล่งแสง หรือที่เรียกกันว่าแอลอีดี ยกระดับไปไกลกว่าการประหยัดพลังงาน รวมถึงเรื่องของความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมโดยปลอดภัยจากสารปรอทและแก้ว ล้วนถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของอุปกรณ์ส่องสว่าง เตรียมอวดโฉมในงาน PEA presents EcoLightTech Asia 2014 เวทีจัดแสดงวิทยาการ นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวกับแสงสว่าง โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
สุวัฒน์ เชี่ยวชาญชัย รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า ไฮท์ไลท์ของงานคือ การจำลองสถานที่ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีแสงสว่างหลากหลายรูปแบบไปใช้จริง อาทิ ห้องพักของโรงแรม คอนโดมิเนียม หรือโชว์รูมรถยนต์ ที่จะแสดงข้อมูลและจุดเด่นของเทคโนโลยีว่า ประหยัดแค่ไหน แสง สีในสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางหรือตัวอย่างให้ผู้สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กฟภ.ยังจะนำเสนอถึงความพร้อมและศักยภาพด้านการประหยัดพลังงาน ด้วยฝีมือของคนไทย ได้แก่ จักรยานยนต์ระบบไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และรถโดยสารไฟฟ้าไร้มลพิษ (PEA Ze-Bus) ซึ่งจะทำให้สามารถเข้ามาศึกษาและเรียนรู้ถึงวิทยาการและนวัตกรรมด้านการ ประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นโครงการต้นแบบที่กำลังพัฒนาและทดสอบ เพื่อนำมาใช้จริงในเชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคตจะช่วยประหยัดพลังงาน เมื่อเทียบกับน้ำมันได้มากถึงร้อยละ 50
งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 12-14 พ.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (www.ecolight-tech.com) ในส่วนของ กฟภ. นำเสนอ หลอดไฟแอลอีดีพร้อมเลนส์จดสิทธิบัตร จาก PEA ENCOM ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ กฟภ. ที่ลงทุนด้านพลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานต่างๆ เพื่อให้ประเทศมีพลังงานใช้ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ตลาดอุตสาหกรรมแสงสว่างมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ยอดขายหลอดประหยัดพลังงานแอลอีดี ปี 2556 รวม 4.5 ล้านหลอด มูลค่าตลาด 1.2 พันล้านบาทและในปีนี้ ครึ่งปีแรก ยอดขายอยู่ที่ 5 ล้านหลอด มูลค่าตลาด 1.35 พันล้านบาท อัตราการขยายตัวกว่า 250% จากปีก่อน คาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีจะมียอดขาย 11.5 ล้านหลอด มูลค่ารวม 3 พันล้านบาท จากการสนับสนุนและรณรงค์ใช้หลอดประหยัดพลังงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ตอบโจทย์วิกฤติพลังงาน
ประยุกต์แสงสู่อุตสาหกรรม
ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแสงแอลอีดี ทำให้เกิดการต่อยอดใช้ประโยชน์จากแสงสีต่างๆ ทั้งการเกษตร การขับไล่แมลงศัตรูพืช รวมถึงความงามและผิวพรรณเนื่องจากไม่มีรังสียูวี ไม่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณและดวงตา สามารถกระตุ้นสร้างคอลลาเจนได้ด้วย ยกตัวอย่าง คลื่นแสงจากหลอดแอลอีดีสำหรับพืชในเรือนกระจก เป็นความพยายามของ ฟิลิปส์ ไลท์ติ้ง ที่คิดค้นสูตรแสงเพื่อการเกษตรตั้งแต่ปี 2479 และพัฒนาอย่างต่อเนื่องกระทั่งสามารถลดใช้พลังงานถึง 85% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลง ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและการดูแลรักษาระบบไม่ยุ่งยาก
ขณะที่นักวิจัยไทยศึกษาการใช้หลอดแอลอีดีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ทดแทนแสงไฟฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจึงต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟฟ้าจำนวนมาก อีกทั้งกล้วยไม้เจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ จุดเด่นของหลอดแอลอีดีในการใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคือ ประหยัดพลังงานกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ 10-15 เท่าหลอดไฟชนิดนี้ไม่มีไส้ อายุการใช้งานจึงนานถึง 1 แสนชั่วโมง ถือว่าสูงกว่าหลอดธรรมดา และที่สำคัญสุดคือ กล้วยไม้มีอัตราการรอดสูงและโตเร็ว
ในธุรกิจความงามคลื่นแสงสีแดงจากไดโอดเปล่งแสง (LEDs) สามารถลดการอักเสบและกระตุ้นกระบวนการรักษาแผล โดยถูกใช้ในการรักษาสิวร่วมกับคลื่นแสงสีน้ำเงินซึ่งมีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียทั่วไป จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของแผลสิวได้ งานวิจัยพบว่าทั้งแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินอาจจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่





