"ฐากร" ระบุ แจกคูปองดิจิตอลทีวีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 6.3 หมื่นล้านบาท
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เปิดเผยว่า ดร. ชุติพงศ์ กี่สุขพันธ์ พนักงานปฏิบัติการระดับสูง สำนักค่าธรรมเนียมและอัตราค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ศึกษาถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของการแจกคูปองดิจิตอลทีวี พบว่า การแจกคูปองดิจิตอลทำให้เกิดผลประโยชน์ทางบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมแล้วเป็นมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท เกิดขึ้นโดยตรงในภาคธุรกิจการค้าการลงทุนอุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องแปลงสัญญาณ Set Top Box (STB) 3 หมื่นล้านบาท และทางอ้อมประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาทต่อปีจากมูลค่าเพิ่มรายได้โฆษณา คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.3 ของรายได้ประชาชาติ จะเห็นว่ามีความคุ้มค่าและส่งผลในทางบวกอย่างทวีคูณเมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนเริ่มต้นประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ แนวทางคำนวณผลทางเศรษฐกิจ พิจารณาจากคูปองจะถูกแจกจ่ายทั้งหมด 22.9 ล้านครัวเรือน โดยให้ครัวเรือนละ 1 ใบ ใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสดได้เท่ากับมูลค่า 690 บาทต่อใบ เพราะฉะนั้นทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 15,801 ล้านบาท ถือเป็นเงินสนับสนุนที่จัดสรรโดย กสทช. ซึ่งคูปองสามารถใช้เป็นส่วนลดได้ทั้งกล่องแปลงสัญญาณ STB หรือโทรทัศน์ที่รองรับระบบดิจิตอล (Digital TV) ทำให้ประชาชนตัดสินใจซื้อกล่อง STB ง่ายขึ้น ยอดขายจะเพิ่มอย่างทวีคูณ
โดยราคาเฉลี่ยกล่อง STB มาตรฐานที่วางขายในท้องตลาดอยู่ที่ ประมาณ 1,300 บาท (1,200 – 1,700 บาท และจำนวนผู้มีสิทธิได้รับคูปอง 22.9 ล้านครัวเรือน หากมีการใช้คูปองแลกกล่อง STB ครบทุกใบจะทำให้มีการแลกซื้อจริงอยู่ที่ 22.9 ล้านใบ เพราะฉะนั้นจะเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภาคการค้าการลงทุนจากรายได้จำหน่ายกล่อง STB 29,770 ล้านบาท (22.9×1,300) ก่อให้เกิดรายได้เข้ารัฐเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 คิดเป็นเงินประมาณ 2,084 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีภาษีรายได้จากบริษัทจำหน่ายกล่อง STB ซึ่งไม่อาจประมาณการได้
นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขสำนักงาน กสทช. กำหนด ผู้จำหน่ายกล่อง จะต้องมีจุดบริการลูกค้า จังหวัดละ 4 แห่ง ต้องมีบริการ Call Center และมีการรับประกันสินค้า พร้อมให้คำปรึกษาในเรื่องการติดตั้งก็ยังทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจ บริษัทผู้ผลิตรายการโฆษณา และเจ้าของช่องทีวี มีความมั่นใจในการลงทุนและลดความเสี่ยงเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอนลงได้มาก โดย ตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 23 กำหนดให้ระยะเวลาโฆษณาโทรทัศน์ไม่เกิน 12 นาทีครึ่งต่อชั่วโมง หรือเฉลี่ย 10 นาทีต่อชั่วโมงในกรณีคิด 24 ชั่วโมง ค่าโฆษณาในระบบโทรทัศน์ดิจิตอลอยู่ที่ประมาณ 5,000-100,000 บาทต่อนาที มีจำนวนช่องโทรทัศน์ดิจิตอลทั้งหมดในขณะนี้ 24 ช่อง เป็นการเปิดโอกาสการโฆษณาให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากขึ้น
หากพิจารณาเฉพาะช่วงเวลา Prime Time หรือช่วง 19.00-22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ชมมากสุดในวัน เมื่อโครงข่ายครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว บริษัทช่องโทรทัศน์ดิจิตอลจึงสามารถเรียกค่าโฆษณาได้สูงสุดเฉลี่ยที่ 100,000 บาทต่อนาที เนื่องจากมีผู้ต้องการโฆษณาในช่วงเวลานี้จำนวนมาก คิดเป็นรายได้เข้าบริษัท 3.75 ล้านบาทต่อวันต่อช่อง (3×12.5×100,000) เพราะฉะนั้นจะเกิดมูลค่าเพิ่มในภาคธุรกิจโทรทัศน์ดิจิตอลจากรายได้โฆษณาทั้งหมด 24 ช่องไม่น้อยกว่า 32,850 ล้านบาทต่อปี (3.75x365x24) โดยอาจมีค่ามากกว่านี้มากในกรณีที่มีมูลค่าเพิ่มจากรายได้โฆษณาในช่วงเวลาปกติ ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีอย่างน้อย 2,299.5 ล้านบาทต่อปี


