"สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี"ร่วมสวทช.พัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงทางการเกษตรและชิ้นส่วนรถยนต์จากพลาสติก
บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ "สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี" หรือ SAT ตั้งเป้าสู่ความเป็นเลิศด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ทุ่มงบจัยร่วมสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงทางการเกษตร และชิ้นส่วนรถยนต์จากพลาสติกรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต
"เราเล็งเห็นโอกาสในการประยุกต์และต่อยอดองค์ความรู้งานวิจัยที่มีคุณภาพของ สวทช. มาผนวกกับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สนองตอบกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ" ยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือ
แตกไลน์ลดความเสี่ยง
เป้าหมายการทำวิจัยร่วมระหว่าง SAT กับ สวทช. เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ แบ่งเป็น 5 โครงการ เริ่มต้นจากการพัฒนาแม่พิมพ์ให้ผลิตชิ้นส่วนได้มากที่สุด ลดความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต, การพัฒนากระบวนการหล่อชิ้นส่วนใหม่ โดยใช้โลหะผง, การพัฒนาระบบออโตเมชั่นในการทำงานเพื่อลดความผิดพลาดในกระบวนผลิตเหมือนเป็นการเพิ่มคุณภาพการทำงานมากขึ้น, การพัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องจักรกลทางการเกษตร และการพัฒนานวัตกรรมชิ้นส่วนยานยนต์น้ำหนักเบาจากพลาสติก
"เราให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ใช้ ยกตัวอย่าง การพัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงเพื่อให้เกษตรกรใช้รถแทรกเตอร์ได้อย่างคุ้มค่า จากใช้ในนาข้าวปีละครั้งก็สามารถใช้ในงานขุดมัน ตัดอ้อยได้ด้วย รวมทั้งการพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์จากพลาสติก ซึ่งเป็นเทรนด์เทคโนโลยีการพัฒนาพลาสติกให้ใช้ในงานที่หลากหลายมากขึ้น" ยงเกียรติ์ กล่าว
SAT มีความต้องการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตที่มีอยู่ รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมีความคาดหวังที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากลได้ ตลอดจนสามารถนำความรู้จากความร่วมมือวิจัยกับ สวทช. มาถ่ายทอดภายในองค์กรให้มีความรู้และความชำนาญเพิ่มขึ้นได้ด้วย
กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับกับยอดการผลิตที่ "ลดลง" ของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน แม้จะยังไม่ถึงยุค "ขาลง"
เติบโตแบบยั่งยืน แข่งขันได้
ยงเกียรติ์ คาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีนี้ยอดการผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 3 ล้านคัน แต่จะขยับขึ้นมากไปกว่านี้หรือไม่นั้นยังยากต่อการคาดการณ์ ส่วนปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2 ล้านคัน สำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ 80% ส่วนที่เหลือ 20% มาจากเครื่องจักรกลทางการเกษตร คาดว่า 3-5 ปีจากนี้สัดส่วนเครื่องจักรกลการเกษตรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทได้ให้บริการผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับ "คูโบต้า" ซึ่งผลิตรถแทรกเตอร์เพื่อการส่งออก ขณะเดียวกันบริษัทจะส่งออกชิ้นส่วนเครื่องจักรกลการเกษตรไปต่างประเทศ และในอนาคตจะพัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องจักรทางการเกษตร ออกมาเจาะกลุ่มผู้ใช้รถแทรกเตอร์
"แต่ละปีบริษัทใช้งบ 10% จากรายได้ในการลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ก่อนหน้านี้มีการลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท คาดว่าปีหน้ารายได้เติบโต 10% เพราะมีโมเดลใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ส่วนปีนี้รายได้ต่ำกว่าปีก่อนประมาณ 10%"
ในมุมมองของ ยงเกียรติ์ ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กับประเทศที่มีแรงงานราคาถูก ส่วนความเป็นไปได้ในการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์นั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป คาดว่า 1 ปีจะเริ่มเห็นการแปลงแปลงเชิงรูปธรรม เริ่มจากระบบออโตเมชั่นในการทำงาน
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ยงเกียรติ์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่เรื่องการวิจัยเท่านั้น เพราะการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในรูปแบบของการปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการได้ไม่แพ้กับการวิจัยและพัฒนา
"การวิจัยเหมือนการออกแบบ แต่ต้องดูว่าสิ่งที่ดีไซน์ออกมาตอบโจทย์หรือไม่ ต้องทดสอบในรูปแบบต่างๆ ถ้ายังไม่ตอบโจทย์ก็ต้องปรับปรุงพัฒนาใหม่" ทายาทรุ่น 4 ของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของคนไทย ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน 52 ปี กล่าวทิ้งท้าย


