เปิดภารกิจ รมว.ไอซีทีใหม่ ขอเวลา 3 เดือน เตรียมพร้อมกระทรวงรับแผนดิจิทัล อีโคโนมี่
"ดิจิทัล อีโคโนมี่" เป็นที่กล่าวขวัญถึงประดุจความหวังใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ควบคู่ไปกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ร่ำๆ ว่าจะเปลี่ยนชื่อให้สอดรับความเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับยุคสมัยนี้
ส่วนหนทางการขับเคลื่อนดิจิทัล อีโคโนมี่ จะเป็นเช่นไร "กรุงเทพธุรกิจ" มีสัมภาษณ์พิเศษ "นายพรชัย รุจิประภา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ซึ่งขอเวลา 3 เดือนประสาน และจัดการรูปร่างกระทรวง โครงสร้างการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ภายใต้สังกัด รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ให้เด่นชัด
วางโรดแมพกระทรวงใหม่
เขา ระบุว่า ขณะนี้ได้วางโรดแมพการปรับโครงสร้างกระทรวงไอซีทีใหม่ โดยได้ทาบทามบุคคล และหน่วยงานต่างๆ มาเตรียมโรดแมพ มาเตรียมแผนงานต่างๆ ภายใต้นโยบายการปรับความเหมาะสมของการทำงานของกระทรวงไอซีทีให้ดีขึ้น ซึ่งระหว่างที่ปรับโครงสร้างใหม่ก็จะเดินหน้าแก้ปัญหากฎหมายควบคู่กันไป
สำหรับระยะเวลาการทำงาน คาดว่าภายใน 2-3 เดือนสรุปข้อกฎหมายและส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา แนวคิดต่างๆ ที่กล่าวมาจะเริ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่ที่กำลังหาชื่อภาษาไทย การขับเคลื่อนของกระทรวงใหม่จะเกิดขึ้นบนกฎหมายใหม่ นโยบายต่างๆ ก็ต้องกำหนดขึ้นสอดคล้องกันทั้งหมดเป็นอัมเบรลล่าใหญ่ มีคณะกรรมการคล้ายคณะกรรมการอิสเทิร์นซีบอร์ด โดยนายกรัฐมนตรีนั่งประธาน
ส่วนกระทรวงไอซีทีทำหน้าที่เสมือนสำนักงานเลขานุการ ข้างใต้ไอซีที แบ่งโครงสร้าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มทำโครงสร้างพื้นฐาน มี บมจ. ทีโอที และ บมจ.กสทโทรคมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ตามบทบาทของรัฐวิสาหกิจที่จะทำหน้าที่วางโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม
2. กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต และกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ใช้บริการ เช่น ภาคการท่องเที่ยว เกษตร และพาณิชย์ เป็นต้น และ 3. คือกลุ่มด้านสังคม สาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ
"ผมว่าอีก 3 เดือนร่างโครงสร้างใหม่ที่เขย่าให้ลงตัวแล้ว น่าจะเห็นได้ในช่วงปีใหม่ก็ถือเป็นของขวัญอะไรใหม่ๆ ให้คนในประเทศ ดังนั้น ต้องเร่งเคลียร์กฎหมายให้เสร็จภายใน 2-3 เดือน เมื่อกฎหมายผ่าน แนวนโยบายต่างๆ ที่คณะทำงานคิดขึ้นก็จะถูกนำเสนอเข้าครม.เพื่อพิจารณาต่อไป"
ตั้งกรรมการร่วมทีโอที-กสท
รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที กล่าวว่า ทางออกของ 2 รัฐวิสาหกิจอย่างบมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคมมีอยู่แล้ว และไม่ใช่ว่าทั้งทีโอที กับ กสท จะต้องประสบปัญหาวิกฤตอย่างนี้ไปตลอดเพียงแต่ว่า ต้องคุยกันให้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้ง 2 องค์กรหลุดพ้นมาจากสัญญาสัมปทานที่เคยได้รับจนเคยตัว ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนการแข่งขันเปลี่ยนจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา รัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องปรับบทบาทของตัวเองใหม่
เขามองว่า ไม่มีธุรกิจประเภทเดียวกันที่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วรัฐจะไปแข่งขันได้ทันถ่วงทีเอกชน เพราะอย่างที่รู้ปัญหาคือการขั้นตอนการอนุมัติการเบิกงบประมาณไปดำเนินการ ดังนั้น ทีโอทีและกสท ก็ควรดันตัวเองขึ้นมาจากผู้เล่นในระดับเดียวกัน
ทั้งคู่ต้องเปลี่ยนมาให้บริการโครงข่ายที่มีอยู่ในมือ อย่างโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกของ กสท ที่มีมากกว่า 30,000 กิโลเมตร ไม่รวมเกตเวย์ประตูเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศอีก ทีโอที กว่า 2 หมื่นกิโลเมตร
ล่าสุด หลังจากหารือร่วมกับประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที และกสท ได้ตกลงร่วมกันในการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง 2 องค์กรมาดูถึงแผนงานที่ควรเดินหน้า อะไรที่เหมาะกับศักยภาพขององค์กรต้วเองและมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สนร.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) มาดูภาพรวมทั้งหมดด้วย
"ขณะนี้คนที่เข้ามาช่วยเป็นคนกลางหมด ทั้งตัวผมเอง รัฐบาล นายกรัฐมนตรี ไม่มีใครเป็นคนของใคร ดังนั้นปัญหาทุกอย่างก็น่าจะแก้ได้ ไม่มีใครหวังผลประโยชน์"
นอกจากงานใหม่ก็ต้องประสานการทำงานค้างท่อต่างๆ ที่มีอยู่ แก้ปัญหาบมจ.ทีโอที บมจ.กสท โทรคมนาคมการประสานงานร่วมกันเรื่องกฎหมายการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นปัญหาร่วมกับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โยกงบค้าง3.7พันล.ลุยไว-ไฟ
พร้อมกันนี้ มีงานความร่วมมือของกระทรวงไอซีที และอีก 3 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงสาธารณสุข โดยการนำงบประมาณที่คงเหลือจากการยกเลิกการจัดซื้อแทบเล็ตเพื่อการศึกษาที่เหลืองบอยู่ 3,700 ล้านบาท นำมาวางระบบโครงข่ายสื่อสารเพื่อให้บริการในสถานพยาบาล และโรงเรียนต่างๆ ซึ่งน่าจะประมาณ 20,000 แห่ง
เบื้องต้นจะร่วมกันวางกรอบการทำงานและตั้งเป้าหมายการนำบริการไปใช้ จะเร่งให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน และคาดว่า ปี 2559 จะนำแผนลงไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะรวมถึงการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไว-ไฟ) ด้วย โดยขณะนี้ได้ให้ทั้ง 3 กระทรวงไปคัดเลือกสถานศึกษา และสถานพยาบาลที่เหมาะสม และมีความพร้อมใช้งาน
"เราต้องดูเรื่องบุคลากรว่าถ้าติดแล้วเขาพร้อมหรือไม่ แม้สถานที่นั้นอาจจำเป็นต้องใช้ แต่หากขาดคนที่ใช้งานได้ก็อาจจะเปล่าประโยชน์ รองลงมาคือเรื่องรายได้ ค่าใช้จ่ายว่าสถานที่นั้นๆ สามารถรับผิดชอบได้หรือไม่ ซึ่งเราก็ให้ทางกระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงสาธารณสุขไปคัดเลือก ชี้เป้าสถานที่ที่มีความพร้อมดังกล่าว เพื่อให้ไอซีทีดำเนินการติดตั้งต่อไป"
เขา อธิบายรายละเอียดว่า ตามแผนที่กำหนดโดยงบประมาณปี 2557 ที่เป็นงบการเหลื่อมปียังคงเหลืออยู่ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้ 36% ขณะที่งบประมาณปี 2558 ที่ได้รับการอนุมัติมีจำนวน 5,500 ล้านบาท นอกจากนี้ จะจัดตั้งศูนย์ไอซีทีชุมชนเพิ่มอีก 300 แห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ทั้งนี้จากเดิมมีอยู่แล้วกว่า 2,000 แห่งทั้งประเทศ





