'ไขอ้อย' ของดีที่เหลือจากน้ำตาล

'ไขอ้อย' ของดีที่เหลือจากน้ำตาล

ของเหลือทิ้งจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงเมื่อนักวิจัยนาโนพัฒนาเทคนิคสกัดไขอ้อย

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ของเหลือทิ้งจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงเมื่อนักวิจัยนาโนพัฒนาเทคนิคสกัดไขอ้อย ต่อยอดอุตสาหกรรมเวชสำอางและอาหารเสริม

'อ้อย' เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทย ที่มีการส่งออกในรูปของน้ำตาล 1 ใน 3 ของโลก รวมถึงเป็นหนึ่งในพืชที่อยู่ในโครงการวิจัยมุ่งเป้าของ คอบช. เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ

"ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลเองก็มีโจทย์ส่งต่อมายังภาคการวิจัย เมื่อพบว่า ในกระบวนการผลิตน้ำตาลนั้น มีของเหลือทิ้งบางส่วนที่อาจจะนำไปใช้งานหรือเพิ่มมูลค่าได้ โดยเฉพาะกากหม้อกรอง" ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ นาโนเทค กล่าวภายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง เทคโนโลยีการสกัดไขอ้อยจากกากหม้อกรองเพื่อการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลทราย


:: เปลี่ยนของเหลือเป็นของมีค่า

น้ำอ้อยที่ผ่านการคั้นและต้ม จะถูกนำไปกรอง ก่อนนำไปผลิตน้ำตาล ซึ่งขั้นตอนการกรองนี้จะได้ 'กากหม้อกรอง' ลักษณะคล้ายดินร่วนๆ ที่เป็นของเหลือทิ้ง ปีละ 200-300 ล้านตันจาก 51 โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ที่จะนำไปแจกเกษตรกรฟรีๆ เพื่อใช้ทำปุ๋ยหรือนำไปถมที่

"กากหม้อกรองสามารถนำมาสกัดเป็นไขอ้อย ที่มีคุณภาพดีกว่าไขผึ้ง และนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่แวกซ์ขัดรองเท้า เครื่องสำอาง ไปจนถึงแวกซ์เกรดการแพทย์ แต่ในโลก ไขอ้อยยังไม่แพร่หลายเพราะเทคนิคการสกัดซับซ้อน แต่นักวิจัยของนาโนเทคสามารถพัฒนาเทคนิคสกัดไขอ้อยได้แล้ว" ผอ. ศูนย์นาโนเทคกล่าว

ที่สำคัญ ไทยซึ่งเป็นแหล่งส่งออกผลผลิตจากอ้อยและน้ำตาลอันดับ 1 ของอาเซียน ทำให้มีกากหม้อกรองซึ่งเป็นวัตถุดิบในการต่อยอดสกัดไขอ้อย ศูนย์นาโนเทคจึงรับทุนสนับสนุนจาก วช. และสกว. เดินหน้าโครงการวิจัยการเพิ่มมูลค่าของไขอ้อยที่สกัดจากกากหม้อกรองโดยพัฒนาเป็นอนุภาคนาโนสตรักเจอร์ลิปิดแคริเออร์และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ดร. กิตติวุฒิ เกษมวงศ์ นักวิจัย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า เทคนิคการสกัดไขอ้อยถูกพัฒนาขึ้นในระยะเวลา 1 ปี เนื่องจากเป็นโครงการมุ่งเป้า และมีเทคโนโลยีพื้นฐานจากเทคนิคการสกัดไขรำข้าวมาแล้ว

อ้อย 1 ตันจะมีกากหม้อกรอง 3% ซึ่งจะได้ไขอ้อย 10% ของปริมาณกากหม้อกรอง หรือราว 3 กิโลกรัม ดร.กิตติวุฒิชี้ว่า ไขอ้อยที่ได้จะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ชุ่มชื้น คุณภาพดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไขผึ้ง หรือไขคาร์นูบา ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยจากนาโนเทคได้พัฒนาลิปสติกและโลชั่นบำรุงเล็บจากไขอ้อย ที่บรรจุอนุภาค NLE เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

"ไขอ้อยที่ได้ ทีมวิจัยได้ทดสอบการระคายเคืองและประสิทธิภาพความทนทานการปนเปื้อนเชื้อโรคแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็พัฒนาเป็นอนุภาค NLE ซึ่งเป็นไขอ้อยบรรจุวิตามินอี ที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมสำหรับเครื่องสำอางได้เลย" นักวิจัยกล่าว พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร ซึ่งคาดว่าจะพร้อมส่งต่อเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการ

:: เพิ่มขีดความสามารถด้วยอุตฯใหม่

สิ่งที่น่าสนใจ ดร.กิตติวุฒิเผยว่า ไขอ้อยมีสารโพลิโคซานอล (Policosanal) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีคุณสมบัติลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โดยพบว่า ไขอ้อยมีสารชนิดนี้สูงถึง 60% ในขณะที่ไขจากรำข้าวมีสารโพลิโคซานอลเช่นกัน แต่ปริมาณเพียง 10-15% เท่านั้น

"โพลิโคซานอลในตลาดโลกราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2 หมื่นบาท ทำให้โพลิโคซานอลจากไขอ้อยมีโอกาสทางการตลาดสูง เราจึงต่อยอดผลิตในรูปของแคปซูลพร้อมรับประทาน เป็นอาหารเสริมมูลค่าสูง โดยชูจุดเด่นเรื่องของเทคโนโลยีการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกเปลี่ยนสภาพให้อยู่ในสภาวะของไหล"

ตลาดสำหรับอาหารเสริมจากโพลิโคซานอลมีมากในสหรัฐและยุโรป ดร.กิตติวุฒิชี้ว่า ไทยจะได้เปรียบในแง่ของวัตถุดิบเนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมีขนาดใหญ่ กากหม้อกรองปริมาณมากและคุณภาพดีสำหรับการทำไขอ้อยเพื่อเป็นวัตุดิบสำหรับเครื่องสำอางและอาหารเสริม ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทย ลดการนำเข้าไขจากต่างประเทศ โดยเฉพาะไขคาร์นูบาจากแอฟริกา

ปัจจุบัน ทีมวิจัยจากโครงการพัฒนาไขอ้อยฯ อยู่ระหว่างการต่อยอดสู่โรงงานต้นแบบ โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการนำเสนอให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอ้อยและน้ำตาล เพื่อสร้างโรงงานร่วมสำหรับผลิตไขอ้อยและสารโพลิโคซานอลจากไขอ้อย

โรงงานต้นแบบ 2 ขนาดคือ โรงงานขนาดเล็ก กำลังการผลิตกากหม้อกรอง 20 ตันต่อวันสำหรับโรงงานน้ำตาลขนาดเล็ก และโรงงานขนาดใหญ่ กำลังการผลิตกากหม้อกรอง 580 ตันต่อวันสำหรับกลุ่มโรงงานน้ำตาล โดยนาโนเทคจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบโรงงาน ไลน์การผลิต ให้คำปรึกษา ในขณะเดียวกันก็วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นต้นแบบธุรกิจใหม่ โดยคาดว่า การต่อยอดโรงงานร่วมนี้ จะคืนทุนภายใน 3-5 ปี

"ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลรายใหญ่ให้ความสนใจอย่างมาก แต่ยังศึกษารายละเอียดรอบด้าน ซึ่งเชื่อว่า หากสามารถส่งต่อเทคโนโลยีไปยังภาคเอกชน จะทำให้ลดของเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมน้ำตาลได้มากขึ้น เพิ่มมูลค่ากากหม้อกรองได้มากกว่า 100 เท่าตัว รวมถึงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยในเวทีโลก" ศ.นพ.สิริฤกษ์ ผู้อำนวยการนาโนเทคทิ้งท้าย