Apple Watch อัศวินมาแล้ว

Apple Watch อัศวินมาแล้ว

นักเทคโนโลยีไทยถอดแม่พิมพ์ Apple Watch ทั้งดีไซน์และเทคโนโลยี ไขข้อกระจ่างว่า เหตุใดคอไอทีจึงต้องตั้งตารอคอย

* บทความโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติที่ปรึกษา สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง สวทน.

แอ๊ปเปิ้ลทำให้ค่ำคืนของวันที่ 9 เดือน 9 เป็นที่จดจำและเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความหวังของเทคโนโลยียุคต่อไป ถัดไปจากสมาร์ทโฟนนั่นคือ สมาร์ท วอทช์ และผมถือว่า แอ๊ปเปิ้ลวอทช์ เป็นอัศวินม้าขาวที่มาช่วยให้เทคโนโลยี Wearable Electronics หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมใส่ได้ กลับมามีความหวังที่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางอีกครั้ง

ที่ผ่านมา สมาร์ทวอทช์ของแบรนด์อื่น ทั้งน่าเกลียดบ้าง เทอะทะบ้าง บอบบางไม่ทนทานบ้าง ใช้งานได้น้อยบ้าง ยุ่งยากและไม่สะดวกในการใช้งานบ้าง ไม่มีรสนิยมบ้าง ฯลฯ แต่แอ๊ปเปิ้ลวอทช์ กำลังจะแก้จุดอ่อนเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาด

เริ่มต้นจากการออกแบบที่เรียบหรูแต่ดูดีตามสไตล์ของแอ๊ปเปิ้ล ที่ยังดูเหมือนนาฬิกาข้อมือปกติทั่วไปแต่สามารถเข้ากันได้กับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัยด้วยการเปลี่ยนสายนาฬิกาได้หลากหลายแบบ ทำให้ทุกกลุ่มลูกค้าสามารถเลือกแบบและสไตล์ที่พอใจ มีทั้งโมเดลราคาถูกและแพง ซึ่งตัวเรือนทำด้วยทองคำ 18 กะรัตก็มี อีกทั้งหน้าปัดกระจกแซฟไฟร์ ซึ่งจะแข็งแรงทนทาน ปราศจากรอยขีดข่วน

เทคโนโลยีในตัวมันก็อัดแน่นไปด้วยเซนเซอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซนเซอร์อินฟราเรด และ LED ทำหน้าที่วัดการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ เซนเซอร์วัดการเคลื่อนไหวด้วย Accerelometer และ Gyroscope เพื่อวัดท่าทางของผู้สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ

ประกอบกับซอฟต์แวร์ออกกำลังกายที่มีการอ่านผลแบบง่ายๆ เป็นวงแหวนที่เราต้องทำให้ครบวงทุกวันตามที่ตั้งไว้ ทำให้สามารถติดตามการยืน นับจำนวนเวลาที่ยืนในแต่ละวัน การเดิน การวิ่ง นับจำนวนก้าวในการเดิน และการออกกำลังกาย นับแคลอรี่ที่เผาผลาญไป เพื่อให้ผู้สวมใส่ดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะปฏิวัติวิธีการควบคุมการทำงานของนาฬิกา นอกจากการสัมผัสที่หน้าจอ นั่นคือ Digital Crown หรือเม็ดมะยมดิจิทัลที่เป็นเหมือนปุ่ม Home สามารถหมุนและกด เพื่อเลื่อน ซูมเข้าและออกเพื่อควบคุมการเลือกฟังก์ชั่นการทำงานบนหน้าจอ โดยที่นิ้วของผู้สวมใส่ไม่บังหน้าจอเลย ซึ่งแก้จุดอ่อนที่ผ่านมาของการควบคุมการทำงานด้วยไอคอนแบบผ่านหน้าจอนาฬิกาซึ่งมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่สะดวกและไม่แม่นยำในการควบคุม

และอีกเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดคือ Haptic Technology หรือเทคโนโลยีการรับรู้การสัมผัส ที่เหมือนมีแผงอิเล็กโตรดขนาดเล็กจำนวนมากบนหน้าจอ ทำให้สามารถแยกแยะการสัมผัสและการกดบนหน้าจอได้ สามารถใช้หน้าจอเป็นการอินพุตข้อมูลและติดต่อสื่อสารแทนการใช้เสียงหรือพิมพ์ ด้วยการเขียนข้อความลงบนหน้าจอและไปปรากฏบนหน้าจอนาฬิกาของผู้ที่เราติดต่อด้วยทันที

เห็นแค่นี้ผมก็รู้ว่า มันจะเป็นแพลตฟอร์มของ Wearable Electronics ให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถพัฒนาแอพ ที่จะใช้บนแอ๊ปเปิ้ลวอทช์ได้อีกมากมายในอนาคต เตรียมตั้งตารอคอยอัศวินม้าขาวตัวนี้ได้ต้นปี 2558 ครับ