ยักษ์ไอทีเร่งโหมกระแสสมาร์ทโฮม

ยักษ์ไอทีเร่งโหมกระแสสมาร์ทโฮม

บรรดาค่ายเทคโนโลยี ต่างพยายามทำให้บ้านพักอาศัยในทุกวันนี้ กลายเป็นสมาร์ทโฮม หรือบ้านอัจฉริยะ

ตั้งแต่เครื่องวัดอุณหภูมิที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ไปจนถึงเครื่องใช้ในครัวเรือน ที่สามารถส่งสัญญาณเตือนให้เราเลือกหยิบเครื่องอุปโภคบริโภค มาใช้ตามที่ต้องการ ซึ่งยักษ์ใหญ่ไอทีหลายราย กำลังโน้มน้าวให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์หรือสามารถติดต่อสื่อสารจากแกดเจ็ตส่วนตัวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้าน

หากอยากรู้ว่า แบรนด์เทคโนโลยีแต่ละละแบรนด์นั้น มีการวางแผนเพื่อนำไปสู่การทำให้ สมาร์ทโฮม แจ้งเกิดได้นั้น ต้องไปดูที่งานประชุม คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ "ไอเอฟเอ" ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ทั้ง ซีเมนส์ บอช พานาโซนิค และฟิลิปส์ ต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้านรุ่นใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิลและซัมซุง ที่ต่างก็กระโจนเข้ามาในตลาดนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี แม้ฝั่งธุรกิจจะมีความกระตือรือร้นที่จะผลิต ตู้เย็น เครื่องปั่นเครื่องดื่ม หรือแม้แต่อุปกรณ์อื่นๆ ให้ตอบรับกับยุคอินเทอร์เน็ตครองโลก แต่ผู้บริโภคเองกลับยังไม่พร้อมเปิดรับแนวคิดที่ว่านี้มากเท่าที่ควร เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องใช้ทุกชนิด ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ แถมยังมีความกังวลว่า อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ จะมีราคาค่าตัวแพงมาก

นักวิเคราะห์ประจำบริษัทวิจัยเทคโนโลยี "ซีซีเอส อินไซท์" แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ "มาร์ติน การ์เนอร์" บอกว่า ปัจจุบัน ตลาดของอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ จำนวนมาก ยังคงต้องเฝ้ามองหาจุดอ่อนและข้อจำกัด เพื่อเร่งแก้ไขให้ได้

ขณะที่บริษัทวิจัยเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง "ไอดีซี" ประเมินว่า ธุรกิจไอทีต่างๆ เดิมพันกับตลาดใหม่นี้ ว่าจะมีมูลค่าสูงถึงราว 9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในช่วงสิ้นสุดทศวรรษนี้

ยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิ้ล ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อ "เนสท์ แลบส์" ธุรกิจผลิตสมาร์ทเทอร์โมสแตท และเมื่อเดือนที่แล้ว ซัมซุง ก็เพิ่งจัดการซื้อธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง "สมาร์ทธิงส์" ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมที่สามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ โดยมีรายงานว่าควักเงินซื้อไป 200 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับ แอ๊ปเปิ้ล ที่เพิ่งประกาศแผนการว่า จะอนุญาตให้อุปกรณ์ตระกูลไอของพวกเขา สามารถควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านได้ทุกอย่าง ผ่านซอฟต์แวร์ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า "โฮมคิท"

ประเด็นที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมๆ กันก็คือ การที่ธุรกิจไอที ต่างพากันหันมาให้ความสำคัญกับตลาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เพื่อให้สอดรับกับแนวคิดสมาร์ทโฮม แต่อาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ เพราะปัจจุบัน ตลาดสมาร์ทโฟนโลก ถูกแบ่งแยกด้วยระบบปฏิบัติการที่เป็นคู่แข่งกัน ซึ่งนักวิเคราะห์ในแวดวงไอที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ซอฟท์แวร์โฮมคิทของแอ๊ปเปิ้ล คงไม่สามารถนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของซัมซุงได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ค่ายเทคโนโลยี ยังคงพบศึกหนักในการต้องพยายามจูงใจให้ผู้บริโภคเห็นว่า อุปกรณ์ที่มีราคาแพงเหล่านี้ ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อการดำเนินชีวิต มีคุณค่ามากพอให้พวกเขาควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อหาเป็นเจ้าของ

แบบที่ โลรองต์ อบาดี หัวหน้าธุรกิจพานาโซนิคในยุโรป ระบุว่า ถ้าแค่ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ผู้บริโภคคงไม่สนใจนัก นั่นหมายความว่า อุปกรณ์เหล่านี้จำเป็นต้องนำเสนออะไรใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน