ความหวัง 'แอ๊ปเปิ้ล วอทช์' พลิกโฉมสู่ไอทีสายพันธุ์ใหม่

ความหวัง 'แอ๊ปเปิ้ล วอทช์' พลิกโฉมสู่ไอทีสายพันธุ์ใหม่

นักวิเคราะห์ยังไม่ฟันธง "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" ประสบความสำเร็จตามรอยผลิตภัณฑ์ตระกูล "ไอ"

สิ้นสุดการรอคอยนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นที่โลกจับตามานับปีหลังแอ๊ปเปิ้ลเผยโฉม "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" พร้อมกับไอโฟนรุ่นใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการประกาศตัวลงสู่สนามอุปกรณ์ไฮเทคแบบสวมใส่ได้หรือ "แวร์เอเบิล ดีไวซ์" อย่างเป็นทางการของแอ๊ปเปิ้ลด้วยนาฬิกาไฮเทคสไตล์ที่แตกต่าง ทั้งขนาดและสีสันที่คาดว่าจะช่วยจุดกระแสให้ตลาดกลุ่มนี้น่าสนใจมากขึ้นในพริบตาหลังปล่อยให้คู่แข่ง เช่น ซัมซุง โซนี่ และแอลจี ส่งสมาร์ทวอทช์นำร่องมาแล้วกว่า 2 ปี

แผนคร่าวๆ สำหรับการเดินเกมของ "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" คือ ความสามารถของอุปกรณ์ที่เป็นมากกว่าสมาร์ทโฟนขนาดจิ๋ว ใส่ข้อมือได้ และเตรียมออกวางตลาดต้นปีหน้าพร้อมกับฟีเจอร์นับไม่ถ้วน และจุดสนใจอย่าง การควบคุมการทำงานของจอด้วย "เม็ดมะยม" แทนการถูไถหน้าจอเหมือนบนสมาร์ทโฟน ระบบแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจ และแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพต่างๆ ที่รองรับการทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นใหม่ทางการเงินอย่าง "แอ๊ปเปิ้ล เพย์" สำหรับให้สาวกแอ๊ปเปิ้ลสามารถจ่ายเงินได้โดยไม่ต้องพกบัตรเครดิตเหมือนแต่ก่อน

แต่ก็ยังคงมีอีกหลายคำถามที่แอ๊ปเปิ้ลยังอุบเงียบไว้สำหรับแอ๊ปเปิ้ล วอทช์ เกี่ยวกับรายละเอียดของเครื่องไม่ว่าจะเป็นความจุ, ความละเอียดของจอภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ "อายุการใช้งานแบตเตอรี่" ที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจน

ทั้งการใช้งานที่ต้องผูกติดกับไอโฟน ผิดคาดจากกระแสร่ำลือก่อนหน้านี้ว่าจะสามารถเป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่ทำงานได้แบบไม่ต้องง้อสมาร์ทโฟน และราคาที่แตะ 350 ดอลลาร์ (ราว 10,000 บาท) สูงกว่าจินตนาการของใครหลายคน

ยังไม่ฟันธง 'เกิด'

ส่งผลให้อุตสาหกรรมยังคงตั้งคำถามว่า "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นนวัตกรรมเขย่าวงการเหมือนกับที่แอ๊ปเปิ้ลเคยทำได้กับผลิตภัณฑ์อย่าง ไอพอด, ไอโฟน และไอแพด หรือไม่

นายเจมส์ แมคไกวีย์ นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจากฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช ระบุว่า แอ๊ปเปิ้ล วอทช์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนิยามในทางที่คู่แข่งรายอื่นๆ จะต้องทำงานหนักมากขึ้น ด้วยสไตล์ที่คลาสสิกตามแบบฉบับของแอ๊ปเปิ้ล นับตั้งแต่อินเทอร์เฟซใหม่ที่ใช้การควบคุมด้วยเม็ดมะยมควบคู่กับระบบสั่งงานแบบสัมผัสหรือแตะหน้าจอได้ ซึ่งจุดนี้ทำให้ใช้งานนาฬิกาได้ง่ายกว่าของยี่ห้ออื่นๆ

ขณะที่คู่แข่งหลายรายเลือกส่งสมาร์ทวอทช์ที่ใช้งานแบบไม่ต้องอาศัยสมาร์ทโฟน หรือบางยี่ห้อก็ออกแบบมาดีไซน์เทอะทะ และดูล้าสมัย ต่างกับแบรนด์ "แอ๊ปเปิ้ล" ที่เรียกความสนใจตั้งแต่แบรนด์ และดีไซน์ที่แตกต่าง

ประเด็นนี้ นางสาวคาโรไลน่า มิลาเนสซี่ หัวหน้านักวิจัยจากแคนทาร์ เวิลด์พาแนล คอมเทค ให้ความเห็นว่า สมาร์ทวอทช์ยังเป็นสินค้าที่ "มีก็ดี" มากกว่า "จำเป็นต้องมี" หรือเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตง่ายขึ้น และยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเหตุใดการดึงดูดด้วย "ดีไซน์ หรือรูปลักษณ์ภายนอก" จึงน่าจะเรียกความสนใจจากผู้ซื้อได้มากกว่าจุดขายอื่นๆ ในช่วงนี้

หากในระยะยาวแล้วอาจยังต้องรอดูทิศทางตลาด ซึ่งผู้ผลิตสมาร์ทวอทช์ที่มีเป้าหมายตลาดในกลุ่มเดียวกันนี้ก็ยังต้องรอการตอบรับจากผู้ใช้งานเช่นเดียวกัน

"ถึงตอนนี้เราก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ทั้งหมดว่า บทบาทที่แท้จริงของแวร์เอเบิล ดีไวซ์ มันคืออะไร โดยเฉพาะการเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้แล้วหรือไม่"

หวังจุดกระแสวงกว้าง

นายเจ.พี กาวน์เดอร์ จากฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช เชื่อว่า "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" จะเป็นสินค้าที่ผลักดันให้สมาร์ทวอทช์เริ่มเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก หรือเมนสตรีมในแบบที่ "แอนดรอยด์ แวร์" ของกูเกิล ยังทำไม่ได้

แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกหลายเสียงที่ไม่เชื่อว่า แอ๊ปเปิ้ล วอทช์จะสามารถเจาะตลาดคอนซูเมอร์ได้เร็วเหมือนกับเมื่อครั้งที่ "ไอแพด" ออกมาใหม่ๆ และสามารถทำให้คนจำนวนมากตอบรับกับคอนเซปต์การใช้งานแทบเล็ตเป็นอีกรูปแบบหนึ่งแทนที่ของเดิมอย่างคอมพิวเตอร์แทบจะในทันที

แม้ซีอีโอ ทิม คุก จะย้ำว่า คอนเซปต์ของ "แอ๊ปเปิ้ล วอทช์" คือ อุปกรณ์ส่วนบุคคล และฟังก์ชั่นการทำงานเชื่อมโยงกับสุขภาพไปจนถึงความสามารถในการชำระเงินที่สะดวกขึ้น จนทำให้นาฬิกากลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างแรงดึงดูดในวงกว้างได้

รวมถึงความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มคนที่ไม่ได้ใส่นาฬิกาเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไฮเทคที่สามารถสวมใส่ได้ยังถือเป็นตลาดที่ใหม่มาก แต่บริษัทวิจัยหลายแห่งต่างก็คาดกันว่าจะเป็นตลาดใหม่ที่มาแรงและเติบโตเร็ว โดย "จูปิเตอร์ รีเสิร์ช" คาดไว้เมื่อต้นปีว่า ตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมกันราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และจะก้าวกระโดดเป็น 1.9 พันล้านดอลลาร์ในอีก 4 ปีข้างหน้า