วิจัยไทยสู่อาเซียน

วิจัยไทยสู่อาเซียน

งานวิจัยเพื่อส่วนรวมส่งให้ 2 นักวิจัยไทยคว้ารางวัล ASEAN Science and Technology Awards 2557

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากกว่านวัตกรรมขั้นสูง เมื่องานวิจัยเพื่อส่วนรวมส่งให้ 2 นักวิจัยไทยคว้ารางวัล ASEAN Science and Technology Awards 2557

‘เทคโนโลยีไส้กรองนาโนจากเซรามิคเคลือบเงินสำหรับเครื่องผลิตน้ำดื่มสะอาดแก่ชุมชนในช่วงอุทกภัย’ ผลงานของดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมคณะนักวิจัยห้องปฏิบัติการโครงสร้างนาโนไฮบริดและนาโนคอมพอสิท คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีดีเด่นอาเซียน-ยูเอส ( ASEAN-US Science Prize for Women ) ประจำปี 2557

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดขึ้นร่วมกันระหว่างอาเซียนและประเทศสหรัฐอเมริกา มาเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับนักวิจัยสตรีดีเด่นของภูมิภาคอาเซียน ที่มีผลงานทั้งในด้านการวิจัยจนถึงการนำเอามาใช้ประโยชน์ได้จริง

:: พลิกวิกฤตเป็นโจทย์วิจัย

เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 แน่นอนว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ความเป็นเลิศต่างๆ ใน สวทช. ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่นอกเหนือจากการโยกย้ายอุปกรณ์สำคัญและปรับตัว ดร.ณัฏฐพร ชี้ว่า ศูนย์นาโนเทคต่างระดมสมองหางานวิจัยในมือที่จะต่อยอดช่วยผู้ประสบภัยได้

“เราพบว่า มีต้นแบบวัสดุกรองน้ำที่นักวิจัยกำลังพัฒนากันอยู่แล้วในห้องแล็บ จึงช่วยกันระดมสมองพัฒนาวัสดุและเสริมเทคโนโลยีซิลเวอร์นาโนเข้าไปเพื่อให้ระบบกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นักวิจัยอธิบาย

ไส้กรองโดยปกติแล้ว สามารถกรองแบคทีเรียได้ แต่แบคทีเรียก็จะติดอยู่กับไส้กรอง ทำให้อุดตัน ในขณะเดียวกัน แบคทีเรียเหล่านั้นก็ยังไม่ตาย อาจส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ซิลเวอร์นาโนจึงเข้ามาตอบโจทย์ในการเคลือบวัสดุที่เป็นไส้กรองเพื่อฆ่าเชื้อโรค

นอกจากนี้ ดร.ณัฏฐพรกล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคนิคการตรึงอนุภาคซิลเวอร์นาโนกับวัสดุไส้กรอง ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น หลังจากนั้น ก็ต่อยอดเป็นเครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีไส้กรองนาโน สามารถผลิตน้ำดื่มในสภาวะวิกฤตอุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น

นักวิจัยเผยว่า อนาคต การวิจัยจะต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดน้ำสะอาด รวมถึงพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้ดีขึ้น และภายใน 2 ปี จะเห็นความร่วมมือระดับอาเซียนโดยปัจจุบันมีฟิลิปปินส์ติดต่อเข้ามาเป็นรายแรก

“รางวัลในระดับนานาชาติ นี้ ถือเป็นความภูมิใจในการมุ่งมั่น ทุ่มเททำงานวิจัย เพื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาสำคัญเพื่อสังคมโดยรวม ตามโครงการวิจัยมุ่งเป้าในด้านน้ำสะอาดได้รับการยอมรับทั้งในด้านวิชาการและด้านสังคม” ดร.ณัฏฐพรย้ำ

:: วิจัยช่วยเพื่อนบ้าน

อีกหนึ่งรางวัลที่น่าภาคภูมิใจ คือ The ASEAN Meritorious Service Award (AMSA) ที่ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค และรองผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์จากยีนข้าว ได้รับรางวัลนี้จากการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ภูมิภาคอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นักวิจัยอาวุโสจากไบโอเทค เป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาบุคลากรในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา ให้มีความสามารถในการใช้ดีเอ็นเอเทคโนโลยีในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของประเทศตนให้ทนทาน ต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวย และต้านทานต่อ โรคและแมลงที่สำคัญ

“เรานำเทคโนโลยีชีวภาพไปช่วยประเทศเพื่อนบ้านผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาบุคลากรด้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น Rockefeller Foundation และ Generation Challenge Programme (GCP) โดยดูโจทย์ว่าแต่ละประเทศต้องการอะไร แล้วเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร” ดร.ธีรยุทธกล่าว

พม่า มีปัญหาข้าวคุณภาพไม่ดี อยากได้ข้าวที่มีคุณสมบัติเหมือนข้าวบาสมาติ ลาวต้องการข้าวเหนียวที่รสชาติอร่อย ต้านทานโรคและแมลง ในขณะที่เขมรประสบปัญหาน้ำแล้ง โจทย์ที่แตกต่างสามารถแก้ได้ โดยดร.ธีรยุทธกล่าวว่า โครงการนี้ ใช้เวลา 10 ปี สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละประเทศ และส่งต่อไปถึงมือเกษตรกรแล้ว

“ประเทศลุ่มน้ำโขงถือเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เป็นความเข้มแข็งของกลุ่มประเทศที่หากรวมกันแล้วก็จะมีบทบาทสำคัญมาก โดยไม่ต้องกลัวว่า ความช่วยเหลือนี้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถเรื่องข้าวให้คู่แข่ง เพราะเมื่อเราช่วย เราก็สามารถรู้ความสามารถของประเทศเพื่อนบ้าน และนำมากำหนดกรอบนโยบายที่จะก้าวไปล่วงหน้า หรือเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้มากกว่า แต่ทั้งนี้ ไทยเราก็ได้ประโยชน์ในเรื่ององค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพเช่นกัน”

นอกเหนือจากความภาคภูมิใจ นักวิจัยอาวุโสจากไบโอเทคหวังว่า รางวัลนี้จะก่อให้ภาคนโยบายเกิดความสนใจ และให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับไทยและประเทศในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น