ดร.การดี ฉายภาพมุมมองความคิดของ คนอาเซียนด้วยกันเอง ต่อเนื่องเป็นตอน 3 ครั้งนี้มาดูปัจจัยการตัดสินใจซื้อสินค้
ดร.การดี ฉายภาพมุมมองความคิดของคนอาเซียนด้วยกันเอง ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 3 ครั้งนี้มาดูว่า คนอาเซียนจะเลือกซื้อสินค้าจากประเทศใดบ้างในอาเซียนด้วยกันเอง
วันที่ 8 สิงหาคมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันที่อาเซียนมีอายุครบรอบ 47 ปี การรวมตัวของประเทศก่อตั้งทั้ง 5 ประเทศในปีพ.ศ. 2510 ซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ในขณะนั้นมีเหตุผลหลักๆมาจากความมั่นคงในภูมิภาค
จนถึงวันนี้ 47 ปีผ่านไปจำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 10 ประเทศ แรงขับเคลื่อนในการรวมตัวกันเป็นประชาคมและการรับรู้ของคนในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ได้มุ่งมาทางด้านการค้าและเศรษฐกิจเป็นหลัก วันนี้อาเซียนถูกมองเป็นฐานการค้าขนาดใหญ่ทั้งจากในและนอกภูมิภาค
ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจในภูมิภาคมีเสถียรภาพ หรือมีความอ่อนไหวจากปัจจัยภายนอกที่สำคัญ คือการค้าภายในภูมิภาคระหว่างประเทศสมาชิกกันเองต้องมีมากขึ้นอย่างน้อยๆร้อยละ 40 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ซึ่งจากข้อมูลในปี 2555 อาเซียนมีสัดส่วนมูลค่าการค้าภายในภูมิภาค 600,960.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าการค้าของอาเซียนทั้งหมด 2,474,674 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าการค้าภายในภูมิภาคคิดเป็นเพียงร้อยละ 24
หากมองด้านอุปทาน อาเซียนมีความพร้อมทั้งทางด้านปัจจัยการผลิต จากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถพัฒนาได้ และด้านอุปสงค์ อาเซียนก็มีอัตราการเติบโตด้านรายได้ต่อหัวและสัดส่วนคนชั้นกลางที่เป็นกำลังซื้อที่สำคัญสูงขึ้นจนเป็นที่น่าจับตา อย่างไรก็ดีการรุกตลาดอาเซียนสำหรับผู้ผลิตในอาเซียนเองอาจไม่ง่ายเท่าที่คิด ชาวอาเซียนเองมีทัศนคติในการซื้อสินค้าที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมอยู่สิ่งหนึ่งคือ คนอาเซียนไม่ได้นิยมสินค้าจากอาเซียนอย่างที่เราคิด!
จากการสำรวจของ JWT ในปี 2013 โดยทำการสำรวจจากชาวอาเซียน 2,400 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 49 ปี จาก 6 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่า หากผู้คนจากประเทศเหล่านี้ต้องเลือกซื้อสินค้าจากประเทศในอาเซียน เชื่อหรือไม่ว่ากว่าครึ่งของพวกเขาจะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นแบรนด์ของประเทศตนเองก่อน โดยที่ผู้บริโภคจากประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนามมีสัดส่วนนี้สูงในสัดส่วนร้อยละ 78 ร้อยละ 73 ร้อยละ 71 และ ร้อยละ 69 ตามลำดับ ส่วนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 57 และ ร้อยละ 55 ตามลำดับ
ทั้งนี้เมื่อดูจากทิศทางการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแบรนด์จากในอาเซียนเองจะเห็นว่า ผู้บริโภคในอาเซียนจะมั่นใจสินค้าจากประเทศตนเองมากกว่า รองลงมาจะเป็นการซื้อแบรนด์สินค้าจากประเทศที่เชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการ “พัฒนา” กว่าประเทศของตนเพราะมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่มาจากประเทศที่พัฒนามากกว่า ตัวอย่างเช่นผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซีย จะนิยมซื้อสินค้าของประเทศตนเองมากที่สุด รองลงมาคือจากสิงคโปร์ร้อยละ 46 มาเลเซียร้อยละ 34 และไทยร้อยละ 31
ผู้บริโภคในประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน จะนิยมซื้อสินค้าของประเทศตนเองมากที่สุด รองลงมาคือจากสิงคโปร์ร้อยละ 28 ไทยและอินโดนีเซียเท่าๆกันประมาณร้อยละ 22 และสำหรับสินค้าจากประเทศไทย จะได้รับความนิยมในเวียดนามมากกว่าประเทศอื่นๆที่มีการสำรวจ
คำถามอีกด้านที่น่าสนใจ เมื่อถามผู้บริโภคทั้ง 6 ประเทศว่าถ้าเลือกได้ จะ “ไม่” ซื้อสินค้าจากประเทศใด หรือไม่นิยมสินค้าจากประเทศใด สำหรับผู้บริโภคมาเลเซีย ตอบว่าไม่อยากซื้อจากอินโดนีเซีย ในขณะเดียวกันผู้บริโภคอินโดนีเซียก็ไม่อยากซื้อจากมาเลเซียเช่นเดียวกัน ส่วนผู้บริโภคฟิลิปปินส์ จะไม่นิยมสินค้าจากจีน สำหรับผู้บริโภคจากไทยและเวียดนามมีทัศนคติคล้ายๆกันคือไม่นิยมสินค้าจากกัมพูชามากที่สุด ทัศนคติต่างๆเหล่านี้มาจากการตัดสินใจด้าน “คุณภาพ” ของสินค้า และที่เลือกจะไม่ซื้อจากประเทศนั้นๆเป็นเพราะไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้าของประเทศที่เห็นว่าเจริญน้อยกว่า
เมื่อคนอาเซียนไม่ได้นิยมสินค้าจากอาเซียนอย่างที่เราคิด เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและผู้ผลิตต้องใส่ใจ
บทความโดย ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ Thammasat Business School คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





