วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โซเชียลฯ' ดันคนไทยท่องเน็ตนานขึ้น แต่อีคอมเมิร์ซยอดเพิ่มต่ำ

สพธอ.โชว์ผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเน็ตไทยพบกิจกรรมยอดนิยมบนมือถือคือ ใช้ท่องโซเชียล เน็ตเวิร์ค

ข้อมูลสำรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยที่มีออกมาจากหน่วยงานต่างๆ ต่อเนื่อง และแทบทุกผลสำรวจพบจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในเชิงที่สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจกลับมีอัตราการขยับตัวที่เชื่องช้าทิ้งห่างจากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ที่ยังเป็นการบ้านสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงไซเบอร์

++ ท่องเน็ต1ใน3ของวัน

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุดจาก "สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ยิ่งตอกย้ำอัตราการเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ด้วยปรากฏว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยปีนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากเดิม 4.6 ชั่วโมงต่อวันขยับขึ้นมาเป็น 7.2 ชั่วโมงต่อวัน หรือคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของวัน

ขณะที่เมื่อว่ากันถึงอุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็เป็นไปตามคาดคือ "สมาร์ทโฟน" เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานสูงเกือบตลอดวัน หรือเฉลี่ย 6.6 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมา "คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ" เฉลี่ย 6.2 ชั่วโมงต่อวัน "โน้ตบุ๊ค" เฉลี่ย 5.3 ชั่วโมงต่อวัน "แทบเล็ต" เฉลี่ย 4.8 ชั่วโมงต่อวัน และ "สมาร์ท ทีวี" เฉลี่ย 3.4 ชั่วโมงต่อวัน

นอกจากนี้ยังพบว่า กิจกรรมยอดนิยมของคนไซเบอร์ในช่วงนี้ โดยเฉพาะบนมือถือคือ "ใช้ท่องโซเชียล เน็ตเวิร์ค" แซงหน้า "การใช้มือถือเพื่ออ่านข่าวและหนังสือออนไลน์" รั้งท้ายด้วยการใช้มือถือเพื่อ "หาข้อมูล"

ส่วนกิจกรรมยอดนิยมทำผ่านคอมพิวเตอร์คือ "ส่งอีเมล", "ค้นข้อมูล" และ "อ่านข่าวออนไลน์" ซึ่งความแพร่หลายของอุปกรณ์โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตสะดวกมากขึ้น และทำให้เกิดพฤติกรรมสังคมก้มหน้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

++ เน้นบันเทิงเป็นหลัก

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กล่าวว่า ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในปีนี้ชัดเจนว่าแม้จำนวนจะเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานเพื่อความบันเทิง และการหาข้อมูลข่าวสารทั่วไปมากกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ

โดยตัวเลขการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อของ (อีคอมเมิร์ซ) พบว่ามีมูลค่าไต่ระดับอยู่ราว 7.4 แสนล้านบาทต่อปี หรือเพียง 25% ของกิจกรรมที่ทำผ่านอินเทอร์เน็ต

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ขาช้อปไทยเริ่มมั่นใจกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้น จากมูลค่าสินค้าที่ซื้อสูงสุดต่อครั้งแตะ 15,000 บาท จากปีที่ผ่านมาสูงสุดที่ 1,500 บาท

"ข้อมูลที่เราพบมันทำให้เห็นชัดเจนว่า อีคอมเมิร์ซแม้จะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยมากเพื่อเทียบกับการขยายตัวของอินเทอร์เน็ต เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เพื่อซื้อขายของกันเหมือนหลายประเทศในตลาดที่เติบโตแล้ว"

+++ เพศที่ 3 ฮิตโซเชียล

นอกจากนี้ผลสำรวจครั้งนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นอกเหนือจากเพศหญิง-ชาย "กลุ่มเพศที่สาม" ก็เริ่มมีตัวตนที่แสดงออกมากขึ้นบนโลกไซเบอร์ โดยพบว่า เพศที่สามนิยมใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อโซเชียล เน็ตเวิร์คอย่างมาก และยังเป็น"นักช้อปตัวแม่"ที่มีส่วนผลักดันให้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้อาจเป็นเพาะบุคลิกที่กล้าพูด กล้าแสดงออก และนิยมมีสังคมซึ่งอินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางใหม่ที่ตอบสนองบุคลิกของคนกลุ่มนี้

"ข้อมูลใหม่ๆ แบบนี้ก็สำคัญสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะเราจะรู้จักลูกค้ามากขึ้น รู้พฤติกรรมความชอบ และหาโปรโมชั่น หาวิธีการตลาดที่เหมาะสมมานำเสนอให้ตรงจุด"

ส่วนมุมของการส่งเสริมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ส่วนใหญ่จะมีกลไกตลาดจะเป็นตัวผลักดันด้วยตัวเองอยู่แล้ว หากบทบาทที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมระบบงานหลังบ้าน และระบบความปลอดภัย รวมถึงการหาแหล่งเงินทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้รองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ

++ ตื่นตัวซีเคียวริตี้

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ การตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ยังเป็น "จุดอ่อน" ของคอไซเบอร์ของไทย

โดยจากผลสำรวจยังพบพฤติกรรมที่เสี่ยงสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัว ตั้งแต่การ "เช็คอินเพื่อบอกสถานที่", แชร์รูปและสถานะโดยตั้งค่าสถานะเป็นสาธารณะ, ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน,ให้ข้อมูลส่วนตัวกับเว็บไซต์ที่ใช้บริการ, ไม่กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล, ไม่อ่านเงื่อนไขการให้บริการ, ไม่ตรวจสอบการแชร์ ส่งต่อภาพ หรือข้อความก่อนส่ง และที่เลวร้ายคือ การบอกรหัสผ่าานให้ผู้อื่นรู้

นางสุรางคณาระบุว่า พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่นำภัยมาสู่ผู้ใช้งานอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งการนำไปใช้ช้อปปิ้งออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง ซึ่งการเตรียมพร้อมพฤติกรรมนักช้อปจึงควรเป็นเรื่องที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับสร้างตลาดอีคอมเมิร์ชด้วย

+++ ดึง กสทช.ร่วมเสริมความมั่นใจ

พร้อมกันนี้ สพธอ. ยังได้เตรียมร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ "กสทช." เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกันในรูปแบบ "วันสต็อป เซอร์วิส" สำหรับรับแจ้งปัญหาที่เกิดจากภัยคุกคามออนไลน์ เพราะปัจจุบันมีหน่วยงานที่ดูแลกระจายตัว และมีจุดรับแจกที่หลากหลายทำให้ผู้ใช้งานสับสน ซึ่งวันสต็อป เซอร์วิสดังกล่าวจะมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตร่วมด้วย โดยคาดว่าจะจัดตั้งได้เร็วๆ นี้

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้การใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซที่ต้องการความเชื่อมั่นมาเป็นอันดับแรก

++ เตรียมเปิดตัวทางการ ต.ค.นี้

สพธอ. คาดหวังว่า ความพยายามที่จะผลักดันตลาดอีคอมเมิร์ซจะทำให้การขยายตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 10% ในปีนี้ สพธอ.ยังเตรียมเปิดตัวองค์กรอย่างเป็นทางการ หลังจากดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยความพร้อมของสถานที่และระบบงานต่างๆ จากงบประมาณกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าจะดำเนินการช่วงเดือน ต.ค.นี้

++ ไอซีทีเร่งปรับกฎดูแล

นางเมธินี เทพมณี ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวว่า เป้าหมายของการเพิ่มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยยังคงเป็นไปตามแผนแม่บทไอซีทีซี ซึ่งฉบับที่2 สิ้นสุดในปีที่ผ่านมาพบว่า ครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศต้องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และก็เป็นไปตามแผนดังกล่าว

ขณะที่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงเน็ตได้มากขึ้น ทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับไทยก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดี หรือเป็นรองก็เพียงสิงคโปร์ บรูไนและมาเลเซีย เท่านั้นในอาเซียน

หากสิ่งที่ต้องเร่งปรับปรุงมากกว่าในขณะนี้คือ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับการใช้งานและปกป้องผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ "ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล" ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนบนโลกไซเบอร์ และขณะนี้หน่วยงานที่มีหน้าทีรับผิดชอบหลักอย่างไอซีทีก็กำลังเร่งดำเนินการ