เอสพีซีจี เปิดโซลาร์ฟาร์มแห่งที่ 2 ณ เมืองสุรินทร์ พัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
ผู้บริหารบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) และนายปัญญา เล่าชู รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมทำพิธีเปิด “โครงการโซลาร์ฟาร์ม บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 2) จำกัด” เปิดศักยภาพการลงทุนและพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ มูลค่ากว่า 660 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 660 ล้านบาท ขนาด 7.46 เมกกะวัตต์ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ใน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านชบ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ บนพื้นที่โครงการกว่า 100 ไร่ กำลังการผลิต 7.46 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 660 ล้านบาท โดยได้คัดสรรและเลือกเทคโนโลยีที่ให้ประสิทธิภาพในการจ่ายไฟสูง สามารถผลิตและจ่ายไฟฟ้าได้กว่า 10 ล้านหน่วยต่อปี ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี สามารช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นายปัญญา เล่าชู รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “การร่วมทุนโครงการโซล่าฟาร์มในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาใช้ได้อย่างไม่สิ้นสุดและมีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยลดมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดย่อมส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศ ถือได้ว่าเป็นพลังงานสีเขียวที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังมีแผนการลงทุนด้านพลังงานทดแทนภายในประเทศโดยใช้เทคโนโลยีจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล พลังน้ำ ขยะ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้นบริษัทได้มีการลงทุนด้านพลังน้ำใน สปป.ลาว และอีกหลายประเทศยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมถึงการให้บริการด้านวิศวกรรมก่อสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าในต่างประเทศอีกด้วย”
ด้านนางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในปี 2557 นี้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) มีแผนที่จะดำเนินการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่อง โดยจะทำการเพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม 1- 9 ให้มีกำลังผลิตรวมกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมดกว่า 260 เมกะวัตต์ จากทั้ง 36 โครงการ และนอกจากนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มไปยังภูมิภาคอาเซียน และยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ผ่านบริษัทในเครืออีกด้วย ทั้งนี้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) จะยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับชุมชนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงในโครงการโซลาร์ฟาร์มทุกโครงการ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ และมุ่งมั่นผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเป็นพลังงานที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศในอนาคต ในวันนี้บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) พร้อมประกาศความสำเร็จที่บริษัท ได้ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มมาถึงลำดับที่ 36 ซึ่งครบตามสัญญาการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับประเทศในเฟสแรก บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประกาศเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงการอื่นๆ ซึ่งอาจเปิดเผยได้ช่วงปลายปีนี้”





