ตำรวจร่วมผู้ประกอบการธนาคาร และอินเตอร์เน็ต วางมาตรการเข้มการสกิมเมอร์บัตรเอทีเอ็ม พร้อมเร่งจัดทำฐานข้อมูลแก๊งต่างชาติ
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้ประชุมร่วมผู้แทนสมาคมพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนธนาคารพาณิชย์ ผู้แทนหน่วยงานผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เช่น บก.ป. บก.ปอท. บก.ปอศ. สตม. ตท.ฯลฯ เพื่อหามาตรการป้องกัน ขบวนการคัดลอกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ แก๊งสกิมเมอร์เอทีเอ็ม ที่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ โดยใช่เวลาในการประชุมกว่า 2 ชม.
พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า วันนี้เป็นการร่วมกันหารือแนวทางการปฏิบัติกรณีเมื่อเกิดคดีเกี่ยวกับการคัดลอกข้อมูลบัตร ว่าคดีที่เกิดขึ้นมีแผนปทุษกรรมอย่างไร เพื่อนำมาวางแผนหามาตรการในการป้องกันปราบปราม ที่ผ่านมาจากสถิติตำรวจสามารถจับกุมแก๊งเหล่านี้ได้มาก ทั้งพื้นที่ สตม. บก.ป. บก.ปอศ. เป็นผู้จับกุม โดยเบื้องต้นได้กำหนดแนวทางหากมีคดีเกิดขึ้นให้บก.ปอศ.เป็นเจ้าภาพหลังจากนี้ ตำรวจจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
พล.ต.อ.เอก กล่าวอีกว่า จากข้อมูลเดิมฐานการกระทำผิดมาจากต่างชาติคัดลอกข้อมูลมาจากต่างประเทศแล้วนำมาใช้ มากดเงินในประเทศไทยโดยมีคนไทยร่วมประทำความผิด แนวโน้มตอนนี้คนไทยเริ่มเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีทำให้มากระทำผิดเสียอีก ในส่วนที่เกี่ยวกับต่างชาติทางกองการต่างประเทศจะเร่งจัดทำฐานข้อมูลแก๊งชาวต่างชาติใหัรวมศูนย์การปฏิบัตินำข้อมูลที่กระจัดกระจายมารวบรวมได้ โดยเฉพาะ รัสเซีย ยูเครน และมาเลเซีย เพราะมีข้อมูลการเข้ามากระทำผิดในประเทศไทย ด้วยการนำข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และเข้ามารูดซื้อสินค้าในไทยจำนวนมาก รวมทั้ง เฝ้าระวังและสกัดกั้นการซื้อขายเครื่องสกิมเมอร์จากต่างประเทศ
ขณะที่ นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การประชุมในวันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าความผิดใดใครรับผิดชอบหลังจากก่อนหน้านี้ยังเกิดความสับสนว่าเกิดเหตุแล้วจะแจ้งหน่วยไหน เนื่องจากตำรวจมีหลายหน่วยงาน ซึ่งสรุปได้ว่าหากเป็นความผิดเกี่ยวกับการใช้บัตร ให้แจ้งที่บก.ปอศ. ที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิก ไม่เกี่ยวกับบัตรแจ้งที่บก.ปอท. ส่วนกรณีชาวต่างชาติที่ก่อนหน้านี้สามารถเปิดบัญชีได้โดยใช่พาสปอร์ตก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าพาสปอร์ตจริงหรือปลอมก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นจากระบบของกองการต่างประเทศ
นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า แต่ละธนาคาร มีมาตรการป้องกัน และตรวจจับความผิดปกติจากการถูกลักลอบคัดลอกข้อมูลบัตรเอทีเอ็ม หาจุดที่บัตรถูกคัดลอกข้อมูลและจะสามารถอายัดข้อมูลบัตรได้ทันทีภายใน 1-2 ชั่วโมง รวมถึงจะอายัดบัตรที่ใช้บริเวณโดยรอบด้วย หากตรวจพบความผิดปกติ ขณะเดียวกัน จะเร่งติดตั้งเครื่องป้องกันการสกิมเมอร์ให้ครบทุกตู้เอทีเอ็ม ภายใน 2 เดือน ส่วนการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็ก เป็นแบบฝังชิฟ เพื่อป้องกันการคัดลอกข้อมูลบัตรนั้นตอนนี้ทุกธนาคารเริ่มมีการเปลี่ยนแล้ว และจะเปลี่ยนได้ทั้งหมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2559 หลังวันนี้ทุกธนาคารต้องออกบัตรที่ฝังชิฟเท่านั้น ซึ่งจากข้อมูลตอนนี้ยังไม่มีระบบหรือเครื่องมือที่สามารถคัดลอกข้อมูลจากชิฟได้ และขอให้ลูกค้าบัตรสบายใจหากลูกค้าถูกคัดลอกข้อมูลไปใช้ทางธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด


