อินเทลชี้ตลาดโมบายไทยยังรุ่ง ยอดขายไตรมาสแรกดีเกินคาด

อินเทลชี้ตลาดโมบายไทยยังรุ่ง ยอดขายไตรมาสแรกดีเกินคาด

'อินเทล' ชี้ตลาดโมบายไทยยังรุ่งยอดขายไตรมาสแรกดีเกินคาด ชูดาวรุ่ง "แทบเล็ต" ไทยยึดยอดขายอันดับสองของภูมิภาค

นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า อินเทลคาดว่าศักยภาพของประเทศยังดีอยู่แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่ปกติ โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมายอดขายในตลาดดีกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกันก็ยังมีความต้องการซื้อในตลาดทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต

ทั้งเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "ไทย" ก็ยังมียอดขายสินค้าในกลุ่มแทบเล็ตโตเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคหรือ 12% รองจากอินโดนีเซียที่ 15% ขณะที่ประเทศอื่นๆ เป็นตัวเลขหลักเดียว โดยเฉพาะแทบเล็ตขนาด 7 - 8 นิ้วจะได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้ไทยมากขึ้น ส่วนจอใหญ่กว่า 9 นิ้วขึ้นไปเริ่มไม่ได้รับความนิยม

มีโอกาสสร้างตลาดโต

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตในไทยใช้เวลาต่อวันนานกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือ อัตราการใช้แทบเล็ตของคนทั่วโลกเฉลี่ยที่ 50 นาทีต่อวัน แต่ผู้ใช้ชาวไทยใช้งานเฉลี่ยที่ 95 นาทีต่อวัน ขณะที่อัตราการใช้มือถือทั่วโลกเฉลี่ยที่ 147 นาทีต่อวัน แต่คนไทยใช้ที่ 167 นาทีต่อวัน

นายสนธิญาเผยว่า จากจำนวนประชากรของประเทศและความต้องการสินค้าทำให้อินเทลเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะสร้างการเติบโตในกลุ่มสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตในไทย โดยเฉพาะระดับมิดทูโลว์ ซึ่งปัจจุบันอินเทลเริ่มมีสินค้าสมาร์ทโฟนทำตลาดผ่านพันธมิตรแบรนด์หลักที่ทำข้อตกลงร่วมกันระยะยาวคือ เลอโนโว, เอซุส และเดลล์ ราคาระดับ 5,000-10,000 บาท ซึ่งบางแบรนด์ก็มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ระดับ 2,000 บาท

ทั้งนี้ ช่วงกลางปีจะเริ่มมีสินค้าระดับกลางเข้ามา จากนั้นช่วงปลายปีจะมีรุ่นไฮเอ็นด์เข้ามาเสริมซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของอินเทลครอบคลุมตลาดมากขึ้น

ส่วนแทบเล็ตก็เริ่มมีสินค้าทยอยเข้าทำตลาดทั้งเอซุส, เดลล์, เอเซอร์, ซัมซุง, เลอโนโว และเอชพี

ทยอยส่งเทคโนฯสู้

ผู้บริหารอินเทลระบุว่า ปีนี้อินเทลมีความพร้อมในการทำตลาดมากทั้งชิพเซต พาร์ทเนอร์ และดีไวซ์ ซึ่งในฝั่งผู้ผลิตก็จะเริ่มมีซีพียู หรือหน่วยประมวลผลให้เลือกใช้มากขึ้น จากเทคโนโลยีโมบายที่อินเทลพัฒนาได้เร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้ เช่น ชิพที่ใช้การผลิตในระดับ 14 นาโนเมตรก็จะเริ่มมีสินค้าให้เห็นในตลาดปลายปีนี้ โดยทั้งหมดจะรองรับการทำงานได้กับมือถือทุกระบบ ทำให้การขยายตลาดทำได้กว้างมากขึ้น

โดยแพลตฟอร์มหลักสำหรับปีนี้จะอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีประมวลผลโค้ดเนมโคลฟเวอร์เทรล และเบย์เทรล ที่มีขายในท้องตลาดแล้ว และเน้นการทำงานประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าระดับเดียวกันของคู่แข่ง

ขณะที่โรดแมพเทคโนโลยีชิพภายในครึ่งปีแรกจะเริ่มมีอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีเมอร์ริฟิลด์ (ดูอัลคอร์) สำหรับสมาร์ทดีไวซ์ราคาระดับกลาง และช่วงปลายปีจะมีอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีมัวร์ฟิลด์ (ควอดคอร์) สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮเอ็นด์ และโซเฟีย 3จี และคาดว่าจะสามารถทำตลาดชิพที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 14 นาโนเมตร หรือโค้ดเนมเชอร์รี่ เทรล ออกมาในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

"เรายังยอมรับว่าอินเทลมาช้าในตลาดโมบาย แต่ก็ยังเชื่อว่ายังมีโอกาสในตลาดอีกมาก อย่างน้อยเราก็ตั้งเป้าจะขยายการเติบโตให้ได้ในปีนี้ โดยการเร่งโรดแมดให้เร็วขึ้น เพราะเทคโนโลยีบนมือถือพัฒนาได้เร็ว และเริ่มมีสินค้าออกมาในตลาดมากขึ้น โดยอุปกรณ์ที่ใช้ซีพียูอินเทลตอนนี้มีแล้วกว่า 300 รุ่นทั่วโลก ซึ่งก็จะค่อยๆ ทยอยเข้ามาในตลาดไทยเช่นเดียวกัน"

เปิดกลยุทธ์4เอ็กซ์

พร้อมกับเผยว่าด้านการตลาด อินเทลจะใช้กลยุทธ์ "4เอ็กซ์ แคมเปญ" เพื่อสร้างการเติบโตให้จำนวนแทบเล็ตที่ใช้เทคโนโลยีของอินเทลในตลาดให้ได้ 4 เท่าจากเดิม โดยทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ ผู้ให้บริการระบบ คู่ค้าในแต่ละประเทศ ตลอดจนการทำแคมเปญระดับท้องถิ่นของอินเทลแต่ละประเทศ ซึ่งในไทยก็ เช่น "ฟรายเดย์ วิธ อินเทล" ที่จะร่วมกับร้านค้าเพื่อนำสินค้าของอินเทลทำราคาโปรโมชั่นทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นตลาด

ปัจจุบันยอดขายแทบเล็ตที่ใช้เทคโนโลยีของอินเทลมีสัดส่วนราว 7-8% ของตลาดไทย ซึ่งอินเทลคาดว่าจะขยับขึ้นใกล้เคียงกับสัดส่วนในตลาดโลกคือ 13-15% ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนตลาดสมาร์ทโฟนยังใช้การตั้งเป้าตามการเติบโตของพันธมิตรหลัก เช่น เอซุส