นิวเคลียร์เพื่อประชาชน

นิวเคลียร์เพื่อประชาชน

สทน. พาบุกสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์ของเกาหลี ดูความก้าวหน้าและประโยชน์ของนิวเคลียร์ เผยไทยถึงเวลามีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยตัวใหม่

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

สทน. พาบุกสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์ของเกาหลี ดูความก้าวหน้าและประโยชน์ของนิวเคลียร์ เผยไทยถึงเวลามีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยตัวใหม่ รองรับความต้องการเภสัชรังสี และงานวิจัยเพิ่มมูลค่าด้านต่างๆ

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่เริ่มเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาพร้อมกับไทยเมื่อ 50 ปีก่อน เมื่อสหรัฐริเริ่มโครงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ (ATOM for peace) ในปี 2496 โดยเริ่มมีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องแรก ขนาด 200 กิโลวัตต์ชื่อ KRR-1 สร้างเสร็จปี 2502 ก่อนที่ปี 2515 จะมีเครื่องที่ 2 ขนาด 2 เมกะวัตต์ชื่อว่า KRR-2 และปัจจุบันเป็นเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องที่ 3 ชื่อว่า HANARO ขนาด 30 เมกะวัตต์ ที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2528

ส่วนไทยเข้าร่วมโครงการ โดยสหรัฐให้ความช่วยเหลือและก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องแรกและเครื่องเดียวของไทย ขนาด 2 เมกะวัตต์ และเริ่มเดินเครื่องในปี 2505

:: ก้าวที่ไกลของแดนโสม

ดร. ลิม อิน-ชอล รองประธาน ฝ่าย Research Reactor Utilization สถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูแห่งสาธารณรัฐเกาหลี หรือ Korea Atomic Energy Research Institute (KAERI) เผยว่า ความต้องการใช้พลังงานในเกาหลีเพิ่มขึ้น 1.6% ทุกปี เมื่อมองดูพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานที่ต้นทุนต่ำ รัฐบาลเกาหลีจึงเริ่มนโยบาย

นโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้คือ ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์แบบสันติ, เน้นความปลอดภัย และปรับปรุงศักยภาพของพลังงานเพื่อการใช้งานที่โปร่งใส

“รัฐบาลเกาหลีอนุมัติแผนพลังงานแห่งชาติเฟส2 ในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับทิศทางและนโยบายด้านพลังงานแห่งชาติ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มอัตราการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็น 29% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศโดยมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 6-8เครื่อง ภายในปี 2578 ลดลงจากเป้าในเฟสแรกที่คาดจะเพิ่มการใช้พลังงานนิวเคลียร์ถึง 41% ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งต้องมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 11 เครื่อง” ดร. ลิม อิน-ชอลอธิบาย

เกาหลีใต้พัฒนาความรู้ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนถือเป็นผู้นำลำดับต้น ๆ ของโลกด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งแรกปี 2521 ชื่อ Kori ขนาด 587 เมกะวัตต์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 23 โรง กำลังการผลิตไฟฟ้า 20.5 เมกะวัตต์ คิดเป็น 22% ของไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทุกประเภทในเกาหลีในปัจจุบัน

ในด้านของการศึกษาวิจัย เกาหลีใต้พยายามพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นของตนเอง โดยศึกษาและพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ CANDU ของแคนาดา ก่อนจะเริ่มสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยแบบสระน้ำที่ชื่อว่า HANARO ขนาด 30 เมกะวัตต์

ผลผลิตจาก HANARO ที่โดดเด่นคือ สารรังสีไอโอดีน-131 (I-131) สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งไทรอยด์ และอิริเดียม-192 (Ir-192) สำหรับงานถ่ายภาพด้วยรังสี และยังพัฒนาวัสดุกึ่งตัวนำ (Doping) ซึ่งนำไปต่อยอดพัฒนาเซลล์พลังงานไฮโดรเจน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะสร้างสถาบันแห่งรังสีวิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ดองนัม ซึ่งจะมุ่งเน้นการนำพลังงานนิวเคลียร์มาต่อยอดใช้ในทางการแพทย์ และการวิจัยทางการแพทย์ขั้นสูง

:: ถึงเวลาไทยขยับ

นางวรรณา วิมลวัฒนาภัณฑ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) กล่าวว่า เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย ขนาด 2 เมกะวัตต์ของไทยมีอายุกว่า 50 ปีแล้ว เชื้อเพลิงที่ใช้กับตัวเครื่องก็ไม่มีการผลิตแล้วในโลก ซึ่งไม่เกิน 5 ปี เครื่องปฏิกรณ์ฯ นี้อาจปิดตัวลง

“เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยของไทยถูกนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายสาขา รวมถึงพัฒนาประสบการณ์และความชำนาญให้กับไทย โดยความโดดเด่นของ สทน. คือ การผลิตสารเภสัชรังสีสำหรับวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง ที่ทำและมอบให้กับโรงพยาบาล ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ”

รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการ สทน. เผยว่า ปัจจุบัน กำลังการผลิตจากแท่งเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์ฯ ลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ไม่สามารถผลิตเภสัชรังสีได้เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะเดียวกัน ก็อาจกระทบต่องานวิจัย และงานบริการที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มมูลค่า ศักยภาพ และอื่นๆ

หากไม่มีเครื่องปฏิกรณ์ฯ ไทยต้องนำเข้าเภสัชรังสีสำหรับตรวจและรักษามะเร็งปีละกว่า 300 ล้านบาท ผู้ป่วยมะเร็งจะขาดโอกาสเข้าถึงยาราคาถูก เสียโอกาสในการฉายรังสีอัญมณีเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และโอกาสสำหรับงานวิจัย โดยเฉพาะด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช

“ไทยควรจะมีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยใหม่ ขนาด 20 เมกะวัตต์ขึ้นไป โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย การผลิตเภสัชรังสี และงานบริการด้านนิวเคลียร์ ที่จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าจากต่างประเทศ สร้างองค์ความรู้ และเพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจของไทย” นางวรรณาชี้

สิ่งที่ผลักดันให้เกาหลีก้าวหน้าเรื่องของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องคือการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลไทยก็สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญได้ เพราะการใช้ประโยชน์จากเครื่องปฏิกรณ์ฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเชิงพาณิชย์ แต่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในประเทศเป็นหลัก

สำหรับการดูงานที่สถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูแห่งสาธารณรัฐเกาหลี หรือ KAERI ผู้บริหาร สทน. ชี้ว่า เป็นโอกาสสำหรับไทยที่จะได้เห็นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เรายังไม่มี เห็นโอกาสที่เราต้องเพิ่มเติมความรู้ ความชำนาญ นอกจากนี้ ยังเกิดความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อให้ไทยเข้มแข็งและไปได้ไกลกว่าเดิม