เสียงสะท้อนอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ระดมสมองฝ่าวิกฤติการเมือง-ยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน
อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ที่สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ในยุคการเมืองยุ่งเหยิง และเทคโนโลยีโลกกำลังเปลี่ยน ประเทศไทยจะรักษาอัตราการเติบโตของยอดผลิตและส่งออกได้อีกนานเท่าไร นั่นคือคำถามที่รัฐและเอกชนต้องการคำตอบ
ที่เวทีเนปคอน ฟอรั่ม เมื่อเร็วๆ นี้ จัดเสวนาหัวข้อ "ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ไทยในสามปี จะรุ่งหรือจะร่วง" มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บ.แอล แอนด์ อี แมนูแฟคเจอรี่ง จำกัด
รวมถึงนายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิต และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด มีนายสัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ดำเนินรายการ
อุตสาหกรรมมีอนาคต
นายธานินทร์ กล่าวว่า อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว เพราะไปยึดโยงกับอุตสาหกรรมภายนอกมาก และบางส่วนต้องนำเข้าวัตถุดิบ เช่น เวสเทิร์น ดิจิตอล ทำอย่างไรจะให้ยึดโยงวัตถุดิบในประเทศ และทำให้เป็นกรีนมากขึ้น การหดตัวเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่กำลังผงกหัวขึ้น จากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว เป็นอุตสาหกรรมระดับโลก (โกลบอลอินดัสตรี) ผลิตขึ้นส่งขายทั่วโลก
แม้การลงทุนไตรมาสสุดท้ายปี 2556 ต.ค.-ธ.ค. ติดลบ 11% แต่เป็นเพราะมีโครงการลงทุนที่ขอรับสนับสนุนจากภาครัฐกองอยู่เกือบ 5 แสนล้านบาท จากยุบสภาและยังไม่ได้ตั้งกรรมการบีโอไอชุดใหม่
ทั้งนี้ ต้องการให้ "เวสเทิร์น ดิจิตอล" ขึ้นต้นน้ำ แล้วกระจายการผลิตไปลาว กัมพูชา มีไทยเป็นฐานการค้า และฐานบริการ โดยไม่ทิ้งโรงงานการผลิตเหมือนสหรัฐ
ไทยมีโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ขนาดกลางขึ้นไป และโรงงานขนาดใหญ่ไม่มาก แต่จำนวนการจ้างงานมหาศาล ซึ่งต้องดูถึงสังคมผู้สูงอายุจะนำแรงงานมาจากไหน นำเข้า หรือกระจายงานออกไปแล้วปรับโลจิสติกส์ให้ดีมากๆ เชื่อมโยงซัพพลายเชน และการจะติดต่อกับโลกโดยยืนได้อย่างสง่างามต้องคำนึงถึงคุณภาพมาตรฐาน ต้องตอบสนองต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ และภาคบริการ
นโยบายภาครัฐต้องปรับตัว ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องแรงงานต้องชัดเจน และทำสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ปัญญา ผู้ประกอบการสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเป็นลมใต้ปีก
ต้องมีส่วนแบ่งตลาดมาก
นายกฤษดา กล่าวว่า การที่อุตสาหกรรมจะรุ่ง หรือจะร่วงอยู่ที่ผู้ประกอบการในประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดได้มากเท่าไร
เขา กล่าวว่า ปี 2550 - 2556 หลังน้ำท่วมใหญ่การเติบโตของไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่เปลี่ยนแปลงมาก ประมาณเดือน ม.ค. 2555 ตกไปมาก แต่ปี 2556 เริ่มดีขึ้น ปี 2557 ช่วง 2 เดือนแรก เติบโตดีมาก อิเล็กทรอนิกส์บวก 8.2% ปีนี้แนวโน้มรุ่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า เติบโต 7.5% แสดงว่ามีแนวโน้มเติบโตไปได้มาก
ปี 2556 ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวน้อยถือว่าไม่ค่อยดีเท่าไร อาจเกิดจากค่าเงินแข็งมากที่ 28.50 บาท ภาพรวมติดลบ 5.5% เครื่องใช้ไฟฟ้าหดตัว 3.3 อิเล็กทรอนิกส์หดตัว 5.9 แต่ปีที่แล้วมีนโยบายบางอย่าง เกี่ยวกับการลงทุนทำให้ทุกคนชะลอ การขอบีโอไอลดลง 39% ปรับตัวลงเป็นจำนวนโครงการ 18% เป็นเรื่องชั่วคราวจากการประกาศนโยบายที่ไม่เหมาะสม เช่นบีโอไอประกาศจะยกเลิกโซนนิ่ง แต่สมาคมต่อรองว่าอย่าเพิ่งทำ
การจัดอันดับส่งออก สิงคโปร์ เป็นที่ 1 ตามด้วยมาเลเซีย ไทย และอันดับ 4 เวียดนาม ที่เริ่มมา และกำลังชิงพื้นที่ไทย ดังนั้นหากไทยร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ก็จะหนีไปสู้กับมาเลเซียได้ในอนาคต ซึ่งยอดส่งออกไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วน 23% เป็นอันดับ 1 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ด้วยยอดขาย 1.7 ล้านล้านบาท แต่ถ้าเทียบเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมไม่รวมสินค้าเกษตรจะมีสัดส่วน 31% ของสินค้าส่งออก
ส่วนแนวโน้มจะโตหรือไม่ ดูปี 2552 อิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่า 4.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2553 เป็น 5.33 หมื่นล้านดอลลาร์ จากนั้นก็ไล่ๆ อยู่บริเวณ 5.3-5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ไม่ขึ้นไปกว่านี้ และไม่ตก ถ้าพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศกราฟก็จะพุ่งขึ้นไปได้ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าก็คล้ายๆ กัน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กฯและเครื่องปรับอากาศของไทยตั้งวิสัยทัศน์จะเป็นผู้นำของอาเซียน และเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยการสร้างนวัตกรรมกรรม และออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งพลังงานและอีโค่ดีไซน์เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจนี้ มากกว่าการใช้งานเรื่องฟังก์ชันเหมือนก่อน
ส่วนคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งวิสัยทัศน์เป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ และอีเอ็มเอสในอาเซียน และสร้างแวลลู ครีเอชั่นแก่อุตสาหกรรม นำไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นนิวเวฟ โปรดักส์ในอนาคต
กลุ่มไฟฟ้ากำลังจะพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการผลิต ที่สำคัญต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์พลังงาน กลุ่มเครื่องปรับอากาศ จะเป็นผู้นำการผลิตเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นที่สำคัญของโลก อุปสรรคคือแรงงานเป็นเรื่องใหญ่
ส่วนภาษี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ถ้ารวมกลุ่มกันเจรจากับภาครัฐจะแก้ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการขาดการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันต่อความต้องการปลายน้ำ ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษา และการทรานสเฟอร์เทคโนโลยี ที่ต้องช่วยเหลือกัน จะรุ่งแน่ๆ และรุ่งนานกว่า 3 ปี
สร้างโอกาสแก่ผลิตภัณฑ์ไทย
นายสุภาพ กล่าวว่า รุ่งแน่นอน แต่จะรุ่งแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า ผู้ผลิตไทยได้รับประโยชน์จากสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค แทบเล็ต เข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดโลกได้เพียงใด
ทั้งนี้ ไทยต้องมีมาตรการส่งเสริม โดยสร้างโอกาสให้แก่ผลิตภัณฑ์ของไทยเพื่อลดการนำเข้า แก้ไขนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อเพิ่มการส่งออก แก้ปัญหาฮาร์ดดิสก์ แก้ปัญหาภาษีเพื่อลดการนำเข้า เพิ่มการส่งออก จัดการปัญหาแรงงาน รัฐต้องยินยอมให้แรงงานเพื่อนบ้านมาช่วยผลิตสินค้า กฎหมายต้องเอื้อการส่งออกนำเข้า พัฒนาเทคโนโลยี ให้มีสินค้าแบรนด์เนมของไทยเข้ามีส่วนแบ่งในประเทศ และส่งออกเพื่อนบ้านบ้าง





