เปิดบทพิสูจน์ 'เอชทีซี วัน (เอ็ม8)' สู้ศึกสังเวียนดุสมาร์ทโฟนโลก
ความสำเร็จของ 'เอชทีซี วัน' ในรอบปีที่ผ่านมา ส่งให้ชื่อของสมาร์ทโฟนแบรนด์เอชทีซีเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่คนเล่นมือถือตัวจริงเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่แรงพอจะกลบรัศมีความโดดเด่นของสมาร์ทโฟน 2 แบรนด์ใหญ่จากอเมริกาและเกาหลีใต้ที่ยังเป็น 'ดูโอ้โพลี' กวาดส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกไปมากกว่าครึ่ง
ดังนั้น บทหนักจึงตกอยู่กับ "เอชทีซี วัน (เอ็ม8)" ที่เอชทีซีประกาศให้เป็นเรือธงของปีนี้ โดยบริษัททุ่มทุนเล่นใหญ่จัดงานเปิดตัวในเมืองสำคัญของโลกพร้อมกันทั้งนิวยอร์ก และลอนดอน เลียนแบบแพทเทิร์นการเปิดตัวสมาร์ทโฟนดังที่ใช้ผู้บริหารขึ้นมาโชว์ผลิตภัณฑ์ พร้อมดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ และทำไลฟ์ บรอดแคสต์ให้ผู้คนทั่วโลกได้ติดตาม
การเดินตามรอยในลักษณะนี้ แม้แต่ผู้ริเริ่มเองก็ยังเรียกเสียงว๊าวจากคนดูได้น้อยลงทุกที ผู้รับบทหนักที่สุดจึงน่าจะยกให้ 'ปีเตอร์ เชา' ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ท่ามกลางความท้าทายรุมล้อมในสังเวียนสมาร์ทโฟน และรายได้ที่ถดถอยของบริษัทที่มีสื่อต่างประเทศบางรายคาดเดาว่าเอชทีซีอาจกลายเป็นแบล็คเบอร์รี่รายต่อไป
มั่นใจเกินร้อย
"เอชทีซี วัน ทำได้ดีแล้ว แต่เราเชื่อว่า วัน (เอ็ม8) จะดีมากขึ้นไปอีก"
นายเชากล่าวในโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจากทั่วเอเชียใต้ พร้อมกับย้ำว่า สมาร์ทโฟนของเอชทีซีมีจุดเด่นของนวัตกรรม และความเรียบง่ายในการใช้งาน และจะต้องคุณภาพดีที่สุด โดยเฉพาะวัสดุ
โดยเขายังแอบเหน็บคู่แข่งบนเวทีด้วยว่า "ในขณะที่คู่แข่งของเรายังโฟกัสกับการทำสมาร์ทโฟนจากพลาสติก แต่เราเลือกใช้แต่วัสดุที่คุณภาพดีที่สุด"
อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีอะไรแตกต่างจากกระแสข่าวหลุดรั่วที่มีมาโดยตลอด ขนาดที่เรียกเสียงฮือฮาได้ในวันแรกของการเปิดตัว แต่ "เอชทีซี วัน (เอ็ม8)" ก็ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่ตลาดต่างก็จับตาว่าจะเป็นฮีโร่ โมเดลได้สมดังที่บริษัทตั้งความหวังไว้หรือไม่
เพราะนอกจากเป็นแฟล็กชิพที่เอชทีซีทุ่มสุดตัวแล้ว เมื่อเทียบคุณสมบัติและหน้าตาของเครื่องที่ทำจากอะลูมิเนียมหัวจรดเท้าทำให้เอ็ม 8 โดดเด้งออกมาจากคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันอย่างเช่น "เอส5" จากแบรนด์เอส ที่ใช้จอระดับ 5 นิ้วเหมือนกัน และเป็นไซส์จอที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด ส่วน "5เอส" ของแบรนด์ไอ ยังเป็นขนาด 4 นิ้ว
"เราพัฒนาโดยดูจากการใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งพบว่าจุดสำคัญหนึ่งคือ เรื่องของการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการเซลฟี่ (ถ่ายภาพตัวเองแล้วอัพโหลดผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค) ทำให้ใน วัน (เอ็ม 8) เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มีกล้องหลังถึง 2 ตัว (ดูโอ้ คาเมร่า) ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับโฟกัสภาพได้หลังจากถ่ายภาพไปแล้ว ทำให้ภาพมีมิติ หรือตื้นลึกได้" ซีอีโอว่า
นอกจากนี้ซีอีโอเชายังขายคุณสมบัติที่ทำให้วัน (เอ็ม 8) แตกต่างจากคู่แข่ง ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ที่อัพเกรดมาใหม่ให้ใช้งานได้เร็วและสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการยืดอายุการใช้งานแบตเตอร์รี่ที่เขาย้ำว่า "ต่อให้สเปคเครื่องดีแค่ไหน ถ้าไม่มีแบตทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย"
ทั้งนี้จะด้วยคุณสมบัติที่จัดมาตรงใจคอสมาร์ทโฟนจริงๆ หรือการวางหมากแบบกระตุ้นให้เกิดดีมานด์จากการเปิดตัวล็อตแรกก่อนเพียงบางประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นการเปิดให้จอง และผลิตสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการจริง จนทำให้เกิดกระแสขายดีจนขาดตลาดในช่วงที่คู่แข่งสำคัญ เช่น แอ๊ปเปิ้ล ยังไม่ปล่อยไอโฟนรุ่นใหม่ออกมาดึงความสนใจ
พิสูจน์โมเดลขายพ่วง
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความพยายามที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าที่ผู้ใช้คาดหวังด้วยนวัตกรรมต่างๆ แล้ว กลยุทธ์ด้านการตลาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ซีอีโอบริษัทไต้หวันรายนี้ให้ความสำคัญ ด้วยวิชั่นที่ต้องการให้ซับซ้อนน้อยที่สุด
"เราจะยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มผู้ให้บริหารมือถือ หรือโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกที่ตอนนี้มีอยู่มากกว่า 200 ราย เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมาก พร้อมๆ กับให้ความสำคัญกับตลาดนอกเหนือจากโซนยุโรป และอเมริกาที่ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว เช่น ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มือถือราคาประหยัดเป็นที่แพร่หลายทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้
ซีอีโอเอชทีซียังระบุว่า ไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญอันดับแรกๆ ของปีนี้ เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานมือถือจำนวนมาก ซึ่งบริษัทได้เริ่มปรับกลยุทธ์พัฒนาแบรนด์ให้แข่งขันในตลาดได้ โดยเน้นความเป็นพรีเมียม แต่จะใช้วิธีทางการตลาดให้มากขึ้นเพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้ใช้งานกลุ่มใหญ่ได้
"ตลาดไทยเป็นตลาดน่าตื่นเต้นมาก เพราะมีผู้ใช้งานมือถือจำนวนมาก และมีแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับใช้งานแพร่หลายอยู่แล้ว รวมทั้งมือถือราคาถูกจากจีนเข้ามาตีตลาด แต่เราได้ปรับกลยุทธ์เน้นหนักมาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้นเช่นกัน"
แต่ทั้งนี้โอเปอเรเตอร์ของแต่ละประเทศก็จะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งก็จะมีผลกับราคาเครื่องที่ขายในแต่ละประเทศอาจจะไม่เท่ากันก็ได้
รับมองตลาดสมาร์ทดีไวซ์
อย่างไรก็ตามในตลาดยุคหลังพีซี ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งปรับตัวพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการไลฟ์สไตล์ของคนที่ต้องการอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานแบบเคลื่อนที่ที่นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ค หรือสมาร์ทโฟนแล้วก็ยังเป็นยุคของสินค้าสายพันธุ์ใหม่ประเภทแทบเล็ต หรืออุปกรณ์ไฮเทคที่สวมใส่บนร่างกายได้ แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นวี่แววจากเอชทีซีนอกจากสมาร์ทโฟน
นายเชาตอบประเด็นนี้ว่า เอชทีซีก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่สนใจกระแสของ "อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง" หรืออุปกรณ์ที่ทำให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะแทบเล็ต สมาร์ทวอทช์ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในวงจรการใช้งานของผู้คนในอนาคตแน่นอน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาและพัฒนา





