วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความด้อยโอกาส คือ โอกาส

ดร.การดี พบกับความมหัศจรรย์ของที่ศูนย์การเรียนรู้ซ่าทูเหล่ อ.แม่สอด พื้นที่สังคมหลากภาษา และการเรียนสไตล์ Multi-Lingual

ดิฉันมีโอกาสไปที่ศูนย์การเรียนรู้ซ่าทูเหล่ (Has Thoo Lei Orphanage Learning Center) ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่ชายขอบที่ติดกับประเทศพม่า

ที่นี่ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กด้อยโอกาส เด็กบางคนเป็นเด็กกะเหรี่ยงไม่มีสัญชาติ บางคนเป็นเด็กพม่าที่ติดสอยห้อยตามพ่อแม่มาทำงานที่ฝั่งไทย ตอนเช้าข้ามแม่น้ำเมยมาเรียน ตกเย็นก็ข้ามชายแดนกลับไปที่เมียวดี เมืองคู่แฝดของแม่สอดที่ฝั่งประเทศพม่า บางคนตามครอบครัวที่มาเป็นแรงงานต่างด้าว และเด็กบางคนเป็นเด็กกำพร้า

แต่สิ่งที่เด็กเหล่านี้เหมือนกันก็คือ เด็กเหล่านี้ไม่มีบัตรประชาชน และไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนประจำอำเภอได้ เครื่องแบบนักเรียนที่ใช้ก็แตกต่างกัน ชื่อบนเสื้อไม่ตรงกับชื่อจริง เพราะส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค หลายคนให้คำจำกัดความเขาไปเรียบร้อยว่า เป็น “เด็กด้อยโอกาส”

ดิฉันได้มีโอกาสไป “นั่งเรียน” ร่วมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่นี่ และพูดคุยกับนักเรียนอยู่นาน ถามถึงแนวคิดการเรียนหนังสือ ความใฝ่ฝันสำหรับอนาคต และการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน จนเริ่มต้องเปลี่ยนทัศนคติกับเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้

สังคมหลากภาษา เด็กๆ ที่นี่เกือบทุกคนสื่อสารได้เป็นอย่างดีอย่างน้อย 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาพม่า ซึ่งทั้ง 3 ภาษานี้ถือว่าเป็นภาษาหลัก ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ บางคนเรียนรู้ด้วยตนเองจนสามารถสื่อสารได้ถึง 6 ภาษา เช่น ภาษาจีนและภาษากระเหรี่ยงได้อีกสองแบบ

ดังนั้น ถ้าจะว่าที่นี่เป็น Bilingual ก็คงไม่ถูกนัก เพราะที่นี่โรงเรียน Multi-Lingual การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาจะเรียนรู้ผ่านประวัติศาสตร์โลก เช่น ประวัติศาสตร์อเมริกัน ชีวประวัติของคนสำคัญของโลกอย่างเช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และมหาตมะ คานธี ถ้าเราเรียกด้วยคำศัพท์สวยหรู นี่คือการเรียนแบบบูรณาการ

ในขณะที่เมื่อเรามาดูผลการวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ EF English Proficiency Index - EPI ในปี 2013 ปรากฏว่าระดับความสามารถของคนไทยที่ผ่านการศึกษาในระบบ จัดอยู่ในลำดับที่ 55 จากทั้งหมด 60 ประเทศ ซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก ต่ำกว่าประเทศเอลซัลวาดอร์และลิเบียซึ่งอยู่ในภาวะสงครามการเมืองเสียอีก

เรียนเพื่อทักษะชีวิตมากกว่าเรียนเพื่อให้ได้เกรด เนื่องจากที่นี่ไม่มีประกาศนียบัตร ไม่มีใบรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น หลักคิดของครูที่นี่ คือสอนให้เด็กๆ เอาตัวรอดในสังคมให้ได้ ไม่ได้หวังจะเอาเกรด ในระดับชั้นมัธยมที่ 4 ทั้งครูและนักเรียนจะต้องเร่งค้นหาตัวเองว่า จะต้องเบนเข็มไปทางใด

เมื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของชีวิต เด็กๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะฝึกฝนทางสายวิชาชีพด้านช่างฝีมือ หรือค้าขาย ถ้าเด็กคนไหนเก่งหน่อยก็อาจได้รับทุนการศึกษาจากองค์กรนานาชาติ ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศก็เป็นได้

เป็นที่น่าสนใจว่า จากการที่ World Economic Forum เสนอรายงานผลการศึกษา Global Competitiveness Report 2013-2014 ชี้ว่าคุณภาพการศึกษาทั้งระดับพื้นฐานมัธยมและอุดมศึกษาของไทยอยู่ในระดับรั้งท้ายหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้คำว่า “คุณภาพต่ำอย่างผิดปกติ” ดังนั้น การเรียนรู้ที่ซ่าทู่เหล่แบบไม่ติดกรอบ โดยเฉพาะกรอบของระบบการศึกษาที่ล้มเหลว อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กเหล่านี้มีขีดความสามารถที่พิเศษมากกว่าเด็กที่มีโอกาสเรียนตามระบบก็ได้

พร้อมไหมกับสังคมพหุวัฒนธรรม คำถามยอดฮิตทุกวันนี้คือเราพร้อมแค่ไหน กังวลไหม กับการเป็นประชาคมอาเซียน เด็กเมืองที่แลดูว่ามีโอกาสจะแสดงถึงความวิตกกังวลว่าอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่เข้าใจภาษา ไม่ค่อยอยากทำงานกับต่างชาติ แต่สำหรับนักเรียนซ่าทูเหล่ เด็กชายขอบกลับมีแนวคิดต่างกันไป ชีวิตประจำวันคือการอยู่ร่วมกับคนต่างวัฒนธรรมอยู่แล้วและเขาตอบดิฉันสั้นๆ ว่า “อาเซียนคือโอกาส ไม่มีอะไรให้กังวล เพราะเราคือพลเมืองอาเซียน”

และนี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ดิฉันรู้ว่า บางทีความด้อยโอกาส ก็อาจจะหมายถึง โอกาสที่ดีกว่า ก็เป็นได้

บทความโดย * ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์

Operations Management Department Thammasat Business School

Facebook / Twitter: karndee

www.karndee.com