วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฮังกี้แบร์' เสิร์ฟแล้วแชร์

การแชร์รูปกิจกรรมลงเฟซบุ๊ค นอกจากจะเป็นเครื่องมือแสดงออกทางตัวตน แล้ว ยังถือเป็น"สื่อกลาง"นำเสนอสินค้าหรือบริการ

บุษกร ภู่แส รายงาน

ระยะเวลา 6 เดือนกับการจำหน่ายแพนเค้กให้ได้ผลกำไรในหลักล้าน ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ Hungry bear (ฮังกี้ แบร์) ร้านไซส์มินิที่มีพื้นที่หน้าร้านเพียง 20 ตารางเมตร เพียงแค่รู้จักเชื่อมโยงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายกับการคลิก "แชร์" ในสื่อสังคมออนไลน์ เปิดการรับรู้ในชื่อแบรนด์ให้กับผู้บริโภค เตรียมความพร้อมขยับจากร้านขนมสู่ธุรกิจอาหารในอนาคต

การแชร์รูปกิจกรรมลงเฟซบุ๊ค นอกจากจะเป็นเครื่องมือแสดงออกทางตัวตน ทัศนคติและไลฟ์สไตล์ทางอ้อมแล้ว ยังถือเป็น "สื่อกลาง" นำเสนอสินค้าหรือบริการในโลกออนไลน์ ที่เจ้าของสินค้าสามารถใช้ประโยชน์จากการแชร์ โดยการสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการที่แปลกและแตกต่างออกมานำเสนอกับกลุ่มผู้บริโภค ที่ใช้ชีวิตสอดคล้องกับแบรนด์ของตนเอง เช่นเดียวกับร้าน Hungry bear ใช้วิธีการแชร์ข้อมูลส่งต่อแบบไวรัล (Viral Content) ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

ระยะเวลาเพียง 2 เดือนของร้านขายแพนเค้กโฮมเมดที่ชื่อ Hungry bear ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นนักเรียนและนิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่จะรู้จักผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าขาประจำที่ชื่นชอบแบรนด์มักจะส่งต่อรูปและข้อมูล ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

สร้างอัตลักษณ์

แม้ขนาดพื้นที่ใช้สอยจะจำกัดแค่ 20 ตารางเมตร บนชั้น 4 ของห้างเซนทรัลลาดพร้าว แถมยังไม่ใช่จุดปะทะสายตาผู้คน แต่ "นภัสนันท์ เอกวรงค์กุล" และ "อภิชญา มณีรัตนะพร" เจ้าของร้านฮังกี้แบร์ก็มีวิธีดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านไปมาได้ด้วยการออกแบบร้านให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ

เช่น ดีไซน์ร้านในสไตล์มิกซ์แอนด์แมทช์ ตกแต่งด้วยกลิ่นอายเรโทรแนวคลาสสิกแบบอเมริกัน สิ่งที่โดดเด่นเห็นจะไม่มีอะไรเกินของตกแต่งร้านที่ดูเหมือนร้านในฝันของเด็กๆ เพราะเต็มไปด้วยตุ๊กตา หรือแม้แต่แก้วน้ำ ช้อน ซ้อม กระดาษทิชชู จะมีโลโก้หมีน้อย เพื่อให้เกิดการจดจำแบรนด์ ที่สำคัญตอบสนองพฤติกรรมของคนเจนวาย ที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปจากสมาร์ทโฟน

"ทันทีที่อาหารถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ พฤติกรรมของผู้บริโภคหลายคนจะถ่ายรูปอาหารด้วยโทรศัพท์มือถือ จนบางครั้งอาหารเย็นชืดไปหมด ยิ่งร้านที่ดีไซน์เก๋ๆ ก็จะกลายเป็นร้านในฝันที่ได้รับความนิยมแวะมาถ่ายรูป และถ้ามีดาราหรือคนดังถ่ายรูป.ลงอินสตาแกรมจะยิ่งช่วยให้ร้านนั้นเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว" สาวเจ้าของร้าน กล่าว

ฉะนั้น หากใส่ใจในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง จะสามารถสะกิดต่อมความชอบของลูกค้าให้เข้ามาและเป็นตัวแทนในการแนะนำร้านผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ได้เพิ่มขึ้น ทางผู้ประกอบการมีหน้าที่สร้างความประทับใจและบอกเล่ารายละเอียดของเมนู (แพนเค้ก) โปรโมชั่นในแต่ละเทศกาลให้ลูกค้าได้รับทราบผ่านทางเฟซบุ๊ค ส่วนเรื่องของการรีวิวแนะนำ ส่งต่อ ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกค้า

เรียนรู้จากประสบการณ์

สำหรับเมนูแพนเค้กหลักมี 9 เมนู ล้วนเกิดจากประสบการณ์และความรู้ที่ทั้งสองสาวได้มาจากการเรียนที่ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาการจัดการการโรงแรม รวมทั้งการแข่งขันทำอาหารหลายเวที อาทิ ในงาน 2012 อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ด แฟร์ โคเรีย ณ เมืองแดจอง ประเทศเกาหลีใต้ ที่สามารถคว้ารางวัลมาได้ ดังนั้น หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจึงตัดสินใจที่ทำร้านอาหารเป็นของตัวเอง เพื่อจะได้คิดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้ทุกคนได้ลองชิม รวมไปถึงการเก็บประสบการณ์จากการเข้าประกวดและฝึกงานมาใช้

"แทนที่จะไปทำงานโรงแรม เราสองคนคิดว่าน่าจะลงทุนทำร้านเอง เริ่มต้นจากเล็กๆ ก่อนจึงเปิดร้านขายแพนเค้ก เพื่อศึกษาวิธีการบริหารจัดการร้าน วัตถุดิบ ฯลฯ ด้วยตนเอง ก่อนที่จะขยายไปขายอาหารคาว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่มีรายละเอียดในการทำงานค่อนข้างมาก" นภัสนันท์ กล่าวและว่า คาดว่าภายในระยะเวลา 6 เดือน ร้านฮังกี้แบร์น่าจะคืนทุนจากที่ลงทุนไปประมาณ 1 ล้านบาทได้สำเร็จ

ระหว่างนี้สองนักธุรกิจสาววัยใสพยายามสร้างแบรนด์ Hungry bear ให้เป็นที่รู้จักทั้งในกลุ่มคนออนไลน์และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป เตรียมก้าวสู่ของจริงในอนาคตอันใกล้นี้

คลิปhttp://youtu.be/9pmZSO3NgUk