ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังของไต้หวัน "เอชทีซี" ระบุ ผลกำไรสุทธิในไตรมาสสี่ของปีก่อนย่ำแย่กว่าคาดการณ์
บริษัทเอชทีซีรายงานว่า มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 10 ล้านดอลลาร์ เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 99.9 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า และผลกำไร 34 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปี 2555
ผลกำไรสุทธิดังกล่าวต่ำกว่าที่ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยในผลสำรวจของ "ทอมสัน รอยเตอร์ ไอบีอีเอส" ซึ่งอยู่ที่ 24.3 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีปัญหาสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน เอชทีซีซึ่งสูญเสียมูลค่าตลาดของตนไปเกือบ 75% ในรอบ 2 ปีหลังสุด มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันที่ดุเดือดของสองบริษัทคู่แข่งอย่าง "แอ๊ปเปิ้ล" และ "ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์"
ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 เอชทีซีได้ตั้งทีมบริหารชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาผลกำไรที่ลดลง โดยจะต้องโน้มน้าวให้ลูกค้าเชื่อว่าแบรนด์เอชทีซีสามารถเดินหน้าผลิตมือถือที่มีความทันสมัยและฟีเจอร์ครบครัน ในช่วงที่ต้องควบคุมต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ถึงแม้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นสำคัญอย่าง "เอชทีซี วัน" จะได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก แต่ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด "การ์ตเนอร์" ชี้ว่า ส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกของเอชทีซีลดลงเหลือเพียง 2.2% ในไตรมาสที่สามของปี 2556 จากที่เคยมีส่วนแบ่งสูงสุด 10.3% ในไตรมาสที่สามของปี 2554
นอกจากนี้ แม้ว่าบริษัทจะออกแคมเปญล่าสุดชื่อว่า "เฮียร์ส ทู เชนจ์" (Here's To Change) ที่มี "โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์" ดารานำจากภาพยนตร์ "ไอออน แมน" (Iron Man) มาร่วมแสดงโฆษณาด้วย แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงไม่มั่นใจเกี่ยวกับศักยภาพของเอชทีซีในการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ตัวเองในตลาดที่มีความอิ่มตัวสูงนี้ได้





