น้ำมัน "กะลา"

ทรอปิคานา น้ำมันจาก กะลา มะพร้าว นวัตกรรมอัพเดรดเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์และการตลาด มุ่งนำผลผลิตทางการเกษตรสู่โลกความงามและการแพทย์
สกัดน้ำมัน ทุกอณูมะพร้าว
สุรเดช นิลเอก กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วน ทรอปิคานา ผู้ผลิตน้ำมันมะพร้าวแบรนด์ไทย เผยว่ากรรมวิธีการผลิตที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรสายพันธุ์มะพร้าวที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป (แก่จัด) จากแหล่งปลูกดินดีที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเขาเลือกต้นทางการผลิตจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
“เดิม เราทำน้ำมันสกัดร้อนมาก่อน แต่พบกลิ่นหืน ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีสกัดเย็น ได้กรดไขมันซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่พบในน้ำนมมารดา มีแร่ธาตุสารอาหารในปริมาณสูง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( Lauric acid) และคิดค้นวิธีการเฉพาะเพื่อให้ได้เพียงมอยเจอร์ (Moisture) ได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยโดยไม่ต้องเติมกลิ่น”
กรรมวิธีสกัดเย็น (Cold Process) น้ำมันมะพร้าวออกมาเป็นสินค้า นับเป็นอีกหนึ่งกลวิธีสร้างความแตกต่างให้กับหลายๆแบรนด์ในท้องตลาด
ส่วนใหญ่มักใช้ 3 ส่วน คือ น้ำ น้ำมัน และกากมาสกัดพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ง่ายต่อการผลิตและได้ปริมาณมาก แต่ข้อด้อยนั้นกระทบกับคุณภาพสินค้าทำให้มีความชื้นสูง จึงต้องพึ่งพาสารเติมแต่งอื่นๆ อาทิ สารกันหืน สารแต่งกลิ่น ฯลฯ
แต่สำหรับ ทรอปิคานา (Tropicana) แบรนด์ผู้ผลิตน้ำมันมะพร้าวยาวนานมากกว่า 10 ปี ขอฉีกแนวการผลิต คิดค้นโดยนักพัฒนาเครื่องจักร แนะนำให้แยกชั้นแล้วดึงน้ำและกากออกมาก่อน จากนั้นใช้กะทินำมาสกัด เพื่อให้ได้น้ำมันมะพร้าวที่มีความชื้นต่ำ
“ต่อมาเราไปค้นคว้าเพิ่ม พบว่า ผิวที่ติดเนื้อกะลามีคุณสมบัติที่ดีในการรักษาโรคได้ ตำราโบราณว่า หากนำมาผสมกับผงถ่าน อุดฟันช่วยแก้ปวดได้ เป็นต้น จึงริเริ่มเอาผิวสีน้ำตาลทั้งหมดมาสกัดร่วมด้วย”
สุรเดช กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่จากการสกัดที่ผิวกะลา (Kernel Coat) โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยและไม่ผ่านกระบวนการทางเคมี บวกกับการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดด้วยวิธีธรรมชาติให้ความบริสุทธิ์ที่สุด คงไว้ด้วยกลิ่น สี รสของมะพร้าวตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมสารใดๆเพิ่ม แถมยังมีสีประกายทอง คล้ายขมิ้น ที่มีประโยชน์สูงกว่าน้ำมันมะพร้าวเพียวๆ อาทิ ให้ความร้อนกว่าและดีท็อกซ์ได้มากกว่า
ต่อยอดรักษา-ความสวย
ข้อดีของน้ำมันมะพร้าวที่น้ำมันหลายๆชนิดยังสู้ไม่ได้นั้น มันสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายทั้งดื่มและทาภายนอก โดยใช้สูตรการผลิตเดียวกันได้เลย หากต้องแต่งเติมสารบางชนิดให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
“เราต้องการพัฒนาฟังก์ชั่นอื่นๆมาต่อยอดให้เกิดความแตกต่าง น้ำมันมะพร้าวเป็นที่รู้กันทั่วไปในสรรพคุณดื่มกินเพื่อการป้องกันโรคและดูแลร่างกายได้ควบคู่กันไป แต่การผลิตให้เป็นเครื่องสำอางด้วยจะเพิ่มกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้นและจะทำให้คนเข้าถึงข้อดีของน้ำมันมะพร้าวง่ายขึ้น”
ทรอปิคานา จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับความสวยความงาม สำหรับบำรุงผิวและเส้นผม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว นอกเหนือไปจากชนิดครีมที่เห็นดาษดื่นในท้องตลาด อาทิ โลชั่นเช็ดล้างเครื่องสำอาง, โทนเนอร์, เซรั่มบำรุงผิวเข้มข้น, แฮร์เซรั่มมะพร้าว (Anti Hair Loss Hair Tonic), ครีมขัดผิวมะพร้าว (Coconut Fiber Scrub) และ ลิปบาล์มน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น
รวมถึงการผสมผสานวัตถุดิบจากธรรมชาติชนิดอื่นๆเข้าด้วยกัน เช่น Coconut Mahaad Body Lotion จากสมุนไพรมะหาด ให้ประโยชน์ขาวกระจ่างใสขึ้น และว่านหางจระเข้ เพิ่มความชุ่มชื่นและกลิ่นหอมเย็น และยังเสริมทัพด้วยชาเขียว หรืออัลมอนด์ออย
“เราสนุกกับการทำงานในห้องแลปที่มีงานวิจัยต่างๆรองรับ สินค้าจะต้องไม่หยุดพัฒนาต้องมี R&D อยู่เสมอ นอกจากจะเล่นเรื่องวัตถุดิบต้นขั้วและเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆแล้ว ยังต้องควานหาวัตถุดิบตัวอื่นๆมาสนองความต้องการไม่สิ้นสุดของลูกค้าด้วย”
ทรอปิคานากำลังทำงานร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยคณะเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร มองโอกาสปั้นน้ำมันมะพร้าวให้เป็นยา หรือน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบฉีด โดยกรรมวิธีหน่วงตัวยาและทำให้แตกตัว เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในอนาคต
นอกจากนั้นยังเพิ่มรูปแบบการใช้งาน ทำเป็นไขมะพร้าว ทดแทนเนยสำหรับเป็นส่วนผสมเบเกอรี่ ซึ่งให้ความหวานต่ำ เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน ภายใต้การสร้างแบรนด์ใหม่ Cocona by Tropicana ในเวลาอันใกล้นี้
ทั้งนี้ ยังต้องให้ความใส่ใจการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะเน้นสนับสนุนการสร้างแบรนด์ให้เกิดการรับรู้และสร้างประสบการณ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ เตรียมพร้อมสู่การส่งออกอย่างเต็มตัว ซึ่งปัจจุบันกระจายสู่ทุกทวีป อาทิ รัสเซีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง แล้ว
“เราจะใช้แพคเกจจิ้งเป็นตัวสื่อสารแบรนด์ ยกระดับแบรนด์ให้โดนใจผู้บริโภคตลาดบน ซึ่งในปีนี้เรานำเสนอชุดของขวัญผ่านรูปลักษณ์กระดาษห่อลายใบมะพร้าว เน้นดีไซน์ใช้ได้ทั้งครอบครัว และใช้ภาพลักษณ์ส่งต่อความภาคภูมิใจว่า สินค้านี้มาจากภูมิปัญญาเกษตรกรรมชาวเขตร้อน” สุรเดช กล่าวส่งท้าย







