ผู้บริหารระดับสูงไมโครซอฟท์เยือนไทยย้ำแผนปรับตัวจากบริษัทซอฟต์แวร์สู่ ดีไวซ์ แอนด์ เซอร์วิส คอมพานี รับเมกะเทรนด์ยุคโมบาย
นายฌอง ฟิลิป เคอร์ทัวส์ ประธานไมโครซอฟท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า บริษัทกำลังเร่งปรับบทบาทจากภาพของบริษัทซอฟต์แวร์สู่การเป็น “ดีไวซ์ แอนด์ เซอร์วิส คอมพานี” เพื่อตอบรับกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ไม่ได้เน้นหนักอยู่บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือพีซีเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักคือสร้างสายผลิตภัณฑ์โมบาย ดีไวซ์ให้แข็งแกร่งเหมาะกับการใช้งานทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับพัฒนาบริการให้ตอบสนองการใช้งาน โดยจะสร้างจุดเด่นจากการขยายตลาดบริการวีดิโอโปรแกรมบนแพลตฟอร์ม “สไกป์” รวมทั้งผลักดันให้การใช้เทคโนโลยีคลาวด์แพร่หลายในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับภาคธุรกิจ
“จุดยืนของเราคือเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ปรับเปลี่ยนได้ตรงกับที่ใช้งานจริง สำคัญมีความปลอดภัย ง่าย และสามารถเข้าถึงได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา” นายเคอร์ทัวส์กล่าว
อย่างไรก็ตามการมาพบลูกค้าในไทยครั้งนี้ได้เห็นว่า ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก ทั้งยังมีขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มการเติบโตได้ดีทั้งแง่ดีไวซ์ และการบริการ ซึ่งประเมินจากส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกียที่มีอยู่กว่า 15% ขณะเดียวกันก็ยังมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้งานทั้งส่วนบุคคลและองค์กรจำนวนไม่น้อย
นายเคอร์ทัวส์กล่าวต่อว่า บริษัทกำลังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้มากขึ้นต่อเนื่อง เช่นการซื้อกิจการโนเกียเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจโมบาย และแทบเล็ต “เซอร์เฟซ 2” ที่มีฟีเจอร์ และดีไซน์ตัวเครื่องที่โดดเด่นในระดับโลก ซึ่งได้เตรียมนำเข้ามาในตลาดไทยเร็วๆ นี้
พร้อมกันนี้ในระดับท้องถิ่นเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับคู่ค้า และช่องทางค้าปลีก โดยยอมรับว่าไมโครซอฟท์เป็นผู้มาใหม่ในตลาดโมบายดีไวซ์ แต่เชื่อว่าจะสามารถทำได้ดีในฐานะทางเลือกหรืออีโคซิสเต็มส์ลำดับที่สามของตลาด
“สำหรับเราแล้วการเปลี่ยนผ่านจากพีซีสู่สมาร์ทดีไวซ์ทั้งและแทบเล็ตนับเป็นความท้าทายอย่างมากและไม่ง่าย แต่ยังเชื่อว่ารากฐานที่มีอยู่จะช่วยผลักดันให้ผลออกมาดี พร้อมทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นได้ในทุกๆ ภูมิภาคจากนี้” นายเคอร์ทัวส์กล่าว
ขณะที่จากข้อมูลระบุว่า ภายในปี 2563 จะมีดีไวซ์ที่เชื่อมต่อถึงกันกว่า 5 หมื่นล้านเครื่องทั่วโลก ไมโครซอฟท์จึงมองว่ามีโอกาสอยู่สูงมากที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ทั้งมั่นใจว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งในตลาดลูกค้าทั่วไปและธุรกิจในขณะที่คู่แข่งอาจชำนาญเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
พร้อมระบุว่า กรณีกระแสข่าวที่นายบิล เกตส์ ถูกกดดันจากผู้ถือหุ้น 3 รายให้สละเก้าอี้ประธานบริษัท ไม่อาจให้ความเห็นใดๆ ได้ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันนายเกตส์ยังดำรงตำแหน่งเดิม ทุกอย่างยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง





