วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุคโทรคมเปลี่ยนผ่าน ดันยอดมือถือ 1.5 หมื่นล้าน

จับตาการปรับตัวอุตสาหกรรมโทรคมยุคเปลี่ยนผ่านสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์

สัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์จะหมดอายุลงวันที่ 15 ก.ย.56 นำมาสู่การออกมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว1ปี ของ กสทช. ถือเป็นครั้งแรกของการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต และก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ และรัฐวิสาหกิจเจ้าของสัมปทานเดิม การปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพการแข่งขันภายใต้ระบบใบอนุญาตแบบใหม่จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นายจาตุรนต์ อำไพ แห่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจ เอสซีบี (อีไอซี) เห็นว่า แนวโน้มการแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่รุนแรงนัก แต่ดีแทคจะเป็นผู้ให้บริการที่มีความได้เปรียบมากสุดในตลาดบริการ 2จีช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตใน 1 - 2 ปีนี้

ผู้ประกอบการแต่ละรายทั้งเอไอเอส และทรู จะเน้นไปที่การเร่งโอนย้ายลูกค้าในเครือข่ายที่ใกล้หมดสัญญาสัมปทานไปอยู่บนเครือข่ายใหม่ในระบบใบอนุญาตเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าจะไม่รุนแรงมากนัก

ดีแทคคู่ชิงฐานลูกค้า2จี

ขณะเดียวกันถ้าการประมูลคลื่น 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ล่าช้าออกไป ดีแทค จะกลายเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ยังคงมีคลื่นให้บริการ 2จี จนถึงปี 2561 จึงมีโอกาสที่จะแย่งชิงฐานลูกค้าทั้งจากทรู ดีพีซี และเอไอเอส ที่ยังต้องการใช้งาน 2จี ต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใหม่

การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปีหน้า เป็นไปได้สูงที่จะมีแต่ผู้ประกอบการรายเดิมเท่านั้นที่เข้าร่วมประมูล อีไอซี มองว่าการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ บางส่วนที่จะเกิดขึ้นช่วงปีหน้าอาจไม่ดึงดูดใจให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาลงทุน ทำให้ยังคงเป็นผู้ประกอบการ 5 รายหลักเดิม ได้แก่ เอไอเอส, ดีแทค, ทรู, กสท และทีโอที ที่จะให้ความสนใจ

พร้อมกันนั้น อาจมีเพียงเอไอเอส และทรูเท่านั้น ที่ต้องการนำคลื่นไปให้บริการอย่างต่อเนื่องกับลูกค้ากลุ่มเดิม ส่งผลให้ราคาประมูลที่จะเกิดขึ้นอาจใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น การออกแบบการประมูลและเลือกช่วงเวลาการประมูลจึงควรเหมาะสมกับสภาพตลาดเพื่อทำให้การจัดสรรคลื่นเกิดประโยชน์สูงสุด

ยอดขายเครื่อง1.5หมื่นล้าน

อย่างไรก็ตาม เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจผู้ขายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยการหมดอายุสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของทรูมูฟ และดีพีซี จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้ใช้บริการเลือกเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้รองรับการใช้งาน 3จีได้ ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตทำได้เร็วขึ้น

อีไอซีประเมินว่าตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่จะมียอดขายขั้นต่ำสูงถึง 15,000 ล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน 1 - 2 ปีนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีทั้งกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ตลอดจนอาจเห็นการทำโปรโมชั่นของแต่ละเครือข่ายในรูปแบบการให้เครื่องเปล่าแต่ติดสัญญาการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับผู้ให้บริการที่จะช่วยลดอัตราการยกเลิกการใช้บริการ (Churn rate) ได้มากขึ้น

แนะศึกษารอบคอบ

แม้ว่าคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะใช้ทำ 4จีได้ในอนาคต แต่สภาพตลาดของไทยยังมีขีดจำกัดอีกหลายประการ จึงควรศึกษาวิธีการจัดสรรคลื่นอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ใช้งาน 2จี ในปัจจุบันสามารถใช้ทำ 4จี ได้ในอนาคต

ตามทฤษฎีแล้วต้องใช้งานคลื่นจำนวน 20 เมกะเฮิรตซ์ จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ว่าจะใช้งานทั่วไปได้ที่ 10 - 15 เมกะเฮิรตซ์ แต่จากปัญหาคลื่นที่ว่างลงแบบฟันปลาของไทย รวมไปถึงจำนวนอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้งาน 4จีได้ยังมีน้อย ต้องใช้เงินลงทุนสูง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเพิ่งจะลงทุนโครงข่าย 3จีไปไม่นาน ประกอบกับประมาณการของสหภาพโทรคมนาคมโลก (ไอทียู) ที่พบว่าทั่วโลกยังต้องให้บริการ 2จี ต่อไปอีก 5-7 ปี และไทยยังมีผู้ใช้บริการที่ต้องการใช้งาน 2จีอยู่อีกมาก อาจเป็นการเร็วเกินไปที่ กสทช. จะเร่งประมูลคลื่นเพื่อทำ 4จี

ดังนั้น จึงควรวางแผนเพื่อจัดสรรคลื่นอย่างรอบคอบ อาจต้องพิจารณาแบ่งคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์บางส่วนหรือคลื่นความถี่ในย่านอื่นให้บริการ 2จี ต่อไปอีกสักระยะ ก่อนจัดประมูลคลื่นในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานคลื่นสูงสุด