วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการชี้ กทค.ละเมิดเสรีภาพความคิด

นักวิชาการชี้ กทค. ฟ้องนักวิชาการ-สื่อ ส่อคุกคามการมีส่วนร่วมสาธารณะ ปิดกั้นความคิดเห็น หวั่นลามไปใช้กับคนธรรมดา

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ “คดีฟ้องร้องนักวิชาการ กับบทบาทหน้าที่สาธารณะ” วันนี้ (12 ก.ย.) สืบเนื่องจากกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) 4 คน และสำนักงาน กสทช. ฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนาวสาวณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว รายการ "ที่นี่ ไทยพีบีเอส" สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กรณีการนำเสนอข่าวความกังขาของการทำสัญญาสัมปทาน คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์

เสรีภาพวิชาการไม่กระทบองค์กรอิสระ

นายนันทวัฒน์ บรมมานันท์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ถือว่าเป็นการเขียนไว้กว้างมาก

เนื่องจากในทางนิติศาสตร์การใช้ดุลพินิจตีความ ค่อนข้างยากที่จะไปกำหนดกรอบว่าอะไรคือเสรีภาพทางวิชาการ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเสรีภาพทางวิชาการอยู่ในสังคมมานานจนเกือบจะเป็นสิทธิมนุษยชนทางวิชาการไปแล้ว แต่ในบ้านเราพยายามมีทุกอย่างที่ต่างประเทศมี แต่ไม่สานต่อ เช่น เสรีภาพในการชุมนุม เราไม่วางกรอบให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร

ดังนั้น เมื่อพูดถึงเสรีภาพทางวิชาการ จึงตอบไม่ได้ สังคมทุกวันนี้เห็นนักวิชาการเลือกข้างมาก เขาจึงคิดว่าการใช้เสรีภาพทางวิชาการต้องไม่กระทบเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ต้องแยกให้ออกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องสิทธิการทำงาน หรือสิทธิในเรื่องส่วนตัว อย่างไรก็ตาม เขามองว่ารัฐไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน เพราะการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

แต่การใช้เสรีภาพทางวิชาการ ไม่ควรกระทบสิทธิส่วนตัวมากเกินไป เบื้องต้นคิดว่าควรจะไปด้วยกันได้ระหว่างนักวิชาการที่มีเสรีภาพเต็มที่ กับหน่วยงานที่ต้องยอมรับเสรีภาพตรงจุดนี้ แต่หากหน่วยงานนั้นไม่เห็นด้วย แล้วยื่นฟ้อง ก็คิดว่าน่าจะเป็นทางสุดท้ายยิ่งกว่าสุดท้าย เพราะนั่นคือการเปิดศึกถือว่าทำไม่ถูกต้อง

"กทค.ที่ฟ้องร้อง ก็ต้องคิดด้วยว่า เงินเดือนที่ได้มาได้มากจากภาษีประชาชน มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่จะไปฟ้องร้อง ทางที่ถูกคือต้องตั้งโต๊ะเจรจา เชิญ 2 ฝ่าย ร่วมเวทีสาธารณะ หรือหากเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ ไม่มีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง กทค.ก็ต้องเอาข้อมูลที่ถูกต้องไปพูดคุยกับนักวิชาการคนนั้น"

"หมาเฝ้าบ้าน"ต้องทำงานเต็มที่

นางพิรงรอง รามสูตร รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ กรณีนี้ ถือว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 คน ทำหน้าที่สำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งนอกจากภาคประชาสังคมแล้ว ยังมีภาคนักวิชาการ ที่ถือว่าทำงานร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อนำเรื่องบางอย่างที่ไม่เป็นข่าว ออกมาให้เป็นข่าว จากหลักการที่รู้กันดีว่ากระบวนการกำหนดข่าวสารส่วนใหญ่ ถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจ

สำหรับการทำงานของนักวิชาการ ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนางเดือนเด่น หรือนักวิชาการหลายคน ที่ทำวิจัย ก็เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อตรวจสอบ เปรียบเสมือน หมาเฝ้าบ้าน แต่นักวิชาการหลายคนที่นำเสนอข้อมูลที่ขัดกับประโยชน์ขององค์กรรัฐและเอกชน ก็ถือว่ามีความเสี่ยง และการปล่อยให้เกิดการฟ้องร้องนักวิชาการ แล้วปล่อยผ่านไปก็จะทำให้นักวิชาการที่กล้าตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลหายไปด้วยเช่นกัน แต่การให้ข้อมูลอะไรนักวิชาการก็ต้องระวัง ส่วนการฟ้องร้องของ กทค.มองว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ถามว่า เหมาะสมหรือไม่ที่จะทำเช่นนี้

SLAPP = คุกคามการมีส่วนร่วมสังคม

นายวีระ สมบูรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าการฟ้องร้องของ กทค.ทำให้นึกถึงคำว่า “SLAPP” (สแลปป์) เป็นคำที่ เป็นกลยุทธ์คุกคามการมีส่วนร่วมสาธารณะ และเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่เรียกว่าการ SLAPP เป็นการฟ้องร้องโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้น จะเป็นของเอกชนก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยข้อขัดแย้ง ก็เริ่มชิงฟ้องก่อน เพื่อปิดกั้นไม่ต้องการให้ประเด็นที่เกิดขึ้นไปสู่พื้นที่ของสาธารณะ เพราะเงื่อนไขที่อาจมีผลลัพธ์บางอย่างตามมา เช่น การมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือการใช้ข้อมูลในการนำเสนอเรื่องนั้นๆ ไปใช่สู่กระบวนการยุติธรรม

การที่ กทค.ฟ้องเพราะอ้างเรื่องเสียชื่อเสียง หมิ่นประมาทนั้น เห็นว่าวัตถุประสงค์จริงๆ เพื่อต้องการขู่ คุกคาม เพื่อให้เรื่องเงียบ การ SLAPP ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ที่การชนะคดี แต่ชัยชนะหรือผลสำเร็จ อยู่ที่ความสำเร็จในพื้นที่สาธารณะ และทำให้ผู้ที่เสนอข้อมูล ความเห็นนั้นๆ ต้องมีต้นทุนสูงมาก เพราะการถูกฟ้องนำมาซึ่งการเสียขวัญ หรือเกิดความไม่มั่นใจ ทั้งเงินทอง เวลา และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้อง เช่น นักวิชาการที่มีสถาบันสังกัดก็เป็นอีกเรื่อง แต่หากใช้วิธีการ SLAPP ไปกระทำกับชาวบ้านธรรมดา จะทำให้คนๆ คิดว่า ไม่คุ้มเลยที่จะเปิดเผยข้อมูล กลยุทธ์สแลปป์อาจทำให้เป็นเรื่องน่ากลัว เรื่องหาหัวใส่หัว หรือจะมีเรื่องตามมา

กรณี กทค. และสำนักงาน กสทช. โดยพื้นฐานเป็นหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิของพลเมือง คือ หนึ่ง การเคารพในสิทธิเสรีภาพ สองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพนั้น และสาม เติมเต็มสิทธิเสรีภาพ หรือพยายามยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

"แต่หากเราปล่อยให้มีการ SLAPP เกิดขึ้น และกทค.ทำแบบนี้เอง จะเป็นกระบวนการที่น่าเป็นห่วง เพราะหลายเรื่องทำให้รู้สึกว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่คิดอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น"

ตั้งข้อสังเกตุงบรายจ่ายกสทช.อู้ฟู้

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง คณะพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กลุ่มเอ็นบีทีซีวอช เห็นว่า กสทช.เป็นองค์กรที่ยังไม่ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ด้วยการใช้องค์ความรู้เท่าที่ควร ซึ่งในคำแถลงการณ์บอกว่า นางเดือนเด่นคิดไปเอง แต่ถามว่า กสทช.เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณ ปีละ 2,700 -3,000 ล้านต่อปี ก็น่าจะเปิดเผยผลวิจัยออกมาสนับสนุนความเห็นของ กทค. และเรื่องกระบวนการรับฟังความเห็น กสทช. เองมีปัญหามาก เช่น กรณี 1800 ที่ทำประชาพิจารณ์ ก็เป็นเหมือนพิธีกรรมทางกฎมหายหรือไม่ แต่ กสทช. อ้างว่า ทำแบบสำรวจจากประชาชน 3 พันคน

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตเรื่องงบใช้จ่าย และการจัดซื้อจัดจ้าง โดยปี 2555 กสทช.มีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 1,225 ล้านบาท มากที่สุดใช้ไปกับการบริจาคและการกุศล/เดินทางต่างประเทศ 207 ล้านบาท / ประชาสัมพันธ์ 114 ล้านบาท งบประชาสัมพันธ์นี้เรียกว่าซื้อสื่อได้ เพราะระบุชัดเจนว่า มีรายการไหนบ้าง ดังนั้น การที่องค์กรกำกับสื่อมาทำแบบนี้ ถามว่าเหมาะสมหรือไม่

“เป็นเรื่องน่ากลัวว่า องค์กรที่มีอำนาจแบบนี้ มีความชอบธรรมหรือไม่ ที่จะมากำกับดูแลสื่อ ประเด็นการฟ้องร้อง ถ้าในอเมริกา ได้ระบุไว้ว่า การฟ้องหมิ่นประมาทคนที่เป็นสาธารณะได้ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีเจตนาร้ายจริงๆ เท่านั้น"