20 ปีกว่าๆ ของ "ฟลาวเวอร์ฟู้ด" แบรนด์บุกเบิกผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวันก้าวมาถึงช่วงเวลาของการส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยหลักธุรกิจพอเพียง
บุษกร ภู่แส รายงาน
20 ปีกว่าๆ ของ "ฟลาวเวอร์ฟู้ด" แบรนด์บุกเบิกผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก ในซองพลาสติกทึบสีขาวตัดด้วยสีเหลืองเด่นของดอกทานตะวัน และธัญพืชแปรรูปอื่นๆ ก้าวมาถึงช่วงเวลาของการส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นใหม่ ขยับขยายจากการบริหารด้วยหลักธุรกิจพอเพียงไปสู่การค้าระดับต่างประเทศด้วยเป้ารายได้ 200 ล้านบาท ด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่และการเพิ่มประเภทสินค้าให้หลากหลาย
“ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ" คือนิยามหรือภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ฟลาวเวอร์ฟู้ด ภายใต้การคุมเข้มของ “พีระ พีระมาน” ทายาทที่เตรียมรับไม้ต่อจากบิดา "ประดิษฐ์ พีระมาน” ผู้บุกเบิกตลาดเมล็ดธัญพืชแปรรูปในไทย
เติบโตแบบพอเพียง
“แนวคิดในการทำธุรกิจของคุณพ่อ คือ Small is beautiful ท่านบอกเสมอว่า การทำธุรกิจต้องพอเพียง ถึงจะอยู่รอดปลอดภัย สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงง่าย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การขยายธุรกิจของฟลาวเวอร์ฟู้ดค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา แต่เน้นความยั่งยืน” ชายหนุ่มเกริ่นถึงแนวทางการทำธุรกิจ
เมื่อได้รับไฟเขียวจากบิดา เขาทดลองขยายตลาดด้วยการทำอัลมอนด์อบเกลือออกมาวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ เพื่อแสวงหาโอกาสและขยายฐานลูกค้า แต่หลังวางจำหน่ายผลการตอบรับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากการวิเคราะห์พบว่า ซองขนาดเล็ก 4 กรัมไม่ตอบสนองกับความคุ้นเคยของผู้บริโภค อีกทั้งซองที่เล็กมีผลต่อการมองเห็น ทำให้ต้องหยุดการผลิตเพื่อล้างภาพเดิมในสมองของผู้บริโภคอย่างน้อย 1 ปีก่อนที่กลับมาทำตลาดอีกครั้ง
“คุณพ่อไม่ว่าอะไร แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เมื่อให้อำนาจการตัดสินใจก็จะปล่อยให้ทำเพื่อจะได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ตรงนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม”
ปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าหลายรายการมาจากผลิตผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ประเภทถั่ว เมล็ดฟัก ผลิตภัณฑ์กล้วยตาก ครีมงาดำในรูปแบบต่างๆ ภายใต้แบรนด์ Kokoahut เขาจีนแล ฯลฯ แต่ละแบรนด์เจาะกลุ่มลูกค้าต่างกันเพื่อขยายฐานลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมกับส่งออกไปจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย เช่น เมล็ดทานตะวันอบน้ำผึ้ง เมล็ดฟักทองอบเกลือ
พีระ กล่าวว่า แผนธุรกิจในอนาคตของบริษัทจะเติบโตจากการสร้างแบรนด์ใหม่ และพัฒนารสชาติสินค้าที่มีอยู่เดิม เช่น งาแผ่นผสมน้ำผึ้ง คุกกี้ทานตะวัน เมล็ดทานตะวันเคลือบช็อกโกแลต ครีมงาดำ และน้ำมันทานตะวัน รวมถึงขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยผลิตภัณฑ์ประเภทถั่วเป็นอย่างดี
เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต
ก่อนที่จะเข้าสู่ AEC ทายาทฟลาวเวอร์ฟู้ดได้วางแผนรับมือ ด้วยการลดต้นทุนภายในโรงงาน และพัฒนาคุณภาพสินค้า แทนการลงทุนขยายธุรกิจเพื่อรองรับกับตลาดที่ใหญ่ขึ้น
“การเปิดเออีซีจะส่งผลดีกับผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่าเอสเอ็มอีที่รายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท มีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถทำตลาดแมส ต้องเจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต ทำให้เราได้กำไรดีกว่าแข่งในตลาดที่เน้นปริมาณ”เขา กล่าวและว่า ฟลาวเวอร์ฟู้ดจึงฉีกตัวเองให้แตกต่าง ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิต นวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ การวางคอนเซ็ปต์สินค้า และนโยบายด้านการตลาด ซึ่งล้วนผ่านการคิดและวางแผนมาอย่างดีแล้วทั้งนั้น
ยกตัวอย่างการเลือกผลไม้เขตร้อนมาเคลือบช็อกโกแลต ขณะที่บรรจุภัณฑ์ นอกจากจะดูดี ทันสมัย ในรูปลักษณ์ที่สวยงามเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลยุทธ์หลักเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าตามฤดูกาล สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี ด้วยการบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“แทนที่เราจะมุ่งสร้างแบรนด์ เรากลับให้ความสำคัญกับงานหลังบ้านที่มีส่วนสำคัญในการวางแผนผลิตล่วงหน้าและสามารถลดต้นทุน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้จากประสบกาณ์ ภายใน 6 เดือนสามารถลดความสูญเสียได้ถึง 30%”
พีระตั้งใจให้ ฟลาวเวอร์ฟู้ด เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองกระแสรักสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตที่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือเหตุผลที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูปเติบโตอย่างสดใสและยั่งยืนนับจากนี้


