'สุพรีม' เปิดใจแทบเล็ตเด็ก ไม่ง่ายเหมือนไอแพดสภาฯ

'สุพรีม' เปิดใจแทบเล็ตเด็ก ไม่ง่ายเหมือนไอแพดสภาฯ

"สุพรีม" โต้ข้อกล่าวหาแทบเล็ตเด็กแพงเกินจริง ยันเดินหน้าฟ้องหากยันมติล้มประมูล

หลังคณะกรรมการบริหารนโยบาย "1 คอมพิวเตอร์พกพา (แทบเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน" มีมติให้ยกเลิกประกวดราคาซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อ "แทบเล็ตโซนที่ 3" เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมาจากข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ทักท้วงว่า ราคาของแทบเล็ตโซน 3 แพงกว่าความเป็นจริง และข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับโลคอลแบรนด์ไทยอีกรายที่ผ่านด่าน "อี-ออคชั่น" เข้ามาพร้อมกัน ส่งผลให้บริษัทผู้ชนะประมูลในโซนดังกล่าวอย่าง "สุพรีม ดิสทิบิวชั่น" เข้าข่ายเป็นบริษัทฮั้วที่หาผลประโยชน์จากโครงการใหญ่ระดับชาติ

ทั้งนี้ หากเทียบกับการจัดซื้อสินค้าประเภทเดียวกันอย่าง "ไอแพด สภาฯ" ที่ราคาและวิธีการได้มาต่างกันลิบลับ แต่กว่าเด็กนักเรียนในโครงการรุ่นนี้ จะได้ใช้อาจต้องรอนานกว่าเดิมนับเดือน

"เราเป็นโลคอลแบรนด์ หนึ่งในสองรายที่ผ่านเข้าไปประมูลในโซน 3 ซึ่งยอมรับว่าเราทำราคาแข่งได้ไม่ดีเท่าโรงงานตรงจากจีน แต่เป็นราคาที่เราแข่งตามสภาพต้นทุนที่เราสามารถทำได้ และก็ยังต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ แม้จะไม่มาก แต่ถ้าบอกว่าราคาเราแพง นั่นแปลว่า ราคากลางที่ สพฐ.ตั้งไว้ต้องแพงเกินไป"

นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว พร้อมทั้งเปิดใจเบื้องลึกเบื้องหลังของกรณีฉาวดังกล่าว ซึ่งผู้บริหารสุพรีมบอกว่า เป็นเรื่องที่บริษัทยอมรับไม่ได้เพราะ "ชื่อเสียง" ที่เสียหายร้ายแรงกว่าบริษัทไม่ชนะประมูล

แจงยิบที่มาราคาแพงมีนัยสำคัญ

นายภานุวัฒน์ ระบุว่า บริษัททำธุรกิจกับภาคการศึกษามากว่า 10 ปี มติยกเลิกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งบริษัทก็ต้องใช้สิทธิชี้แจง โดยได้ส่งหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับบอร์ดบริหารนโยบายเรียบร้อยแล้วและชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง 3 ประเด็นที่ สพฐ.ถามมาทั้งประเด็นราคาที่แพงกว่าแทบเล็ตโซน 4 และความเกี่ยวข้องกับผู้เสนอราคาอีกราย คือ "เอสวีโอเอ"

ประเด็นนี้บริษัทย้ำว่า ความแตกต่างของต้นทุนผลิตระหว่างโรงงานจีนและบริษัทไทย ที่ต้องสั่งผ่านโรงงานจีนเช่นกัน เป็นข้อเสียเปรียบที่ทำให้ราคาแทบเล็ตของสุพรีมสูงกว่า โซนที่ 1 และ 2 ที่บริษัทจากจีนเป็นผู้ชนะประมูล ส่วนโซน 4 แม้จะเป็นบริษัทไทย แต่ราคาที่ได้ต่ำกว่าราคาของสุพรีม เพราะเป็นโซนสุดท้ายที่ประมูล และรู้เกมอยู่ก่อนแล้วว่า ราคาที่จะประมูลได้ต้องใกล้เคียงกับโซน 1 และ 2 ที่สำคัญ คือ ต้องราคาต่ำกว่าโซน 3

ยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

ขณะที่บริษัท ยืนยันว่า ดำเนินการทุกอย่างมาตามขั้นตอนตั้งแต่ต้น รวมถึงผ่านบททดสอบการตกกระแทกของเครื่องที่สูงกว่ามาตรฐานโรงงานทั่วไป และไม่มีหลักฐานที่ชี้ได้ชัดเจนว่า บริษัททำผิดกระบวนการข้อใด โดยหลังทำหนังสือชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ของ สพฐ.ทั้งหมดแล้ว ต้องรอจนกว่า สพฐ.จะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเข้าที่ประชุมบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งผลสรุปสุดท้าย หากยังมีมติยืนยันที่จะยกเลิกการประมูล บริษัทจะตัดสินใจเดินหน้าฟ้องร้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเสียหาย

"ประเด็นที่เราถูกกล่าวหา คือ ราคาแพงอย่างมีนัยสำคัญ หรืออาจจะมีการแข่งขันไม่เป็นธรรม ล้วนเป็นเรื่องคาดเดาที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ซึ่งถ้ามีการยกเลิกประมูลโดยไม่มีหลักฐาน เราฟ้องร้องศาลปกครองแน่นอน เพราะคดีฮั้วเป็นคดีอาญาที่ทำให้บริษัทอาจต้องขึ้นแบล็คลิสต์ทำธุรกิจไม่ได้"

กระทบเด็ก-อุตฯเสียประโยชน์

แต่ทั้งนี้ผู้บริหารสุพรีม รับว่า ผลกระทบที่มากกว่าชื่อเสียงของบริษัท คือ เด็กนักเรียนที่จะได้ใช้แทบเล็ตเพื่อการศึกษาช้าออกไปอีกนับเดือน นอกจากนี้ยังอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศทางอ้อม เพราะสุพรีมมีแผนปรับไลน์ผลิตคอมพิวเตอร์เดิมมาเป็นไลน์ประกอบสินค้าแทบเล็ต เพื่อป้อนตลาดในประเทศ เพื่อลดขั้นตอนการสั่งสินค้าที่ต้องพึ่งพาโรงงานจีนทั้งหมดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นายภานุวัฒน์ ยังมองว่า ธุรกิจประมูลภาครัฐลักษณะนี้เหมือนกับ "มันนี่ เกม" ที่ใครกล้าขาดทุนได้มากกว่าจะเป็นผู้ที่ได้งานไป หรือบริษัทที่อยู่ในตลาดฯมักได้เปรียบกว่าบริษัทที่อยู่นอกตลาดด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะเมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตและการให้บริการภายหลังส่งมอบสินค้า จะพบว่าไม่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจเลย ซึ่งถือเป็น "ความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ" เหมือนกัน และเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจและตรวจสอบที่มาให้รอบคอบ