ความสำเร็จทางการตลาดไนกี้ มาจากการวิจัยและพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมตอกย้ำแบรนด์หนึ่งในนั้นคือรองเท้าฟุตบอล
จากการเป็นผู้ผลิตรองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของโลก ในปี 2009 ไนกี้มียอดขายกว่า 18,500 ล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจรองเท้ากีฬามีสัดส่วน 17% จากตลาดโลก ความสำเร็จทางการตลาดไนกี้ไม่ได้มาจากการขยายธุรกิจเท่านั้น
ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการพัฒนาสินค้าใหม่ผ่านแผนกวิจัยและพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมจุดเด่นของไนกี้คือความสามาถในการค้นหา ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนานวัตกรรมออกมาตอบโจทย์ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ รองเท้าฟุตบอล หรือรองเท้าสตั๊ด ซึ่งฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกสูงสุด
ดีไซน์สร้างคุณค่า
โอกาสทางการตลาดของรองเท้าฟุตบอลจึงมีความเป็นไปได้สูง ที่สำคัญเป็นตลาดที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นกีฬาที่ถูกจับตามองจากคนทั่วโลก จึงเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามตอกย้ำแบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอ "นวัตกรรม" รองเท้าฟุตบอลออกมาสร้างสีสัน และคุณค่าของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภค
แต่กว่าจะได้มาซึ่งนวัตกรรม ต้องอาศัยข้อมูลจากผู้เล่นกองหน้าระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง เนย์มาร์, เวย์น รูนีย์ และ ซลาตัน อิบราโมวิช โดยมี เอค เลียง ลิม ( Aik Leong LIM) ผู้จัดการ Nike Footwear Product เป็นผู้ดูแลในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ การตลาด การออกแบบ และการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการคิด หาข้อมูล ผลิต ไปถึงจัดจำหน่าย
เอค บอกว่า เขาและทีมต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้ข้อมูลมาพัฒนารองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า “ไนกี้ ไฮเปอร์เวนอม” สำหรับนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้าโดยเฉพาะ ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีไนกี้ สกิน (NIKESKIN) คือ
การนำวัสดุตาข่ายที่อ่อนนุ่มและยืดหยุ่นมาผนึกเข้ากับแผ่นฟิล์มโพลียูรีเทนบางๆ แล้วเคลือบผิวด้วยเทคโนโลยี All Conditions Control (ACC) ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะให้การสัมผัสระหว่างเท้ากับลูกฟุตบอลเป็นไปอย่างคงเส้นคงวา เพื่อการควบคุมบอลที่ดีไม่ว่าในสภาพสนามที่แห้งหรือเปียกแฉะ ส่วนวัสดุตาข่ายนอกจากให้ความอ่อนนุ่มแก่เท้าแล้ว ยังเพิ่มความรู้สึกสบายให้ผู้สวมใส่ได้รู้สึกราวกับว่ากำลังเล่นฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า
นวัตกรรมเปลี่ยนเกม
ไฮเปอร์เวนอม ถูกออกแบบด้วยการใช้หุ่นรองเท้าที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการกำจัดวัสดุส่วนเกินเพื่อทำให้เท้าแนบชิดกับพื้นและลูกบอลได้มากที่สุด หุ่นรองเท้ารุ่นนี้ถือว่ามีคุณสมบัติทางกายวิภาคที่ดีที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยมีมา ขณะที่องค์ประกอบสุดท้ายในด้านการออกแบบคือ การที่ไนกี้ได้ร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเท้า (Podiatrist) อันดับต้นๆ ของโลก เพื่อสร้างพื้นรองเท้าชั้นนอกแบบแยกชิ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เล่นก้าวเท้าได้อย่างรวดเร็วในจังหวะสำคัญ เพื่อฉีกตัวหนีตัวประกบฝั่งตรงข้ามได้ดียิ่งขึ้น โดยที่พื้นรองเท้าดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นร่องลึกที่บริเวณปลายเท้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกฝ่าเท้า (Metatarsal) ชิ้นแรกทำงานได้อย่างรวดเร็ว และถือว่าเป็นส่วนที่ตอบสนองจังหวะการเคลื่อนไหวของเท้าที่สำคัญที่สุด
ขณะที่โครงสร้างของพื้นรองเท้าด้านนอกถูกพัฒนาด้วยวัสดุไนล่อนชนิดบีบอัด เพื่อให้ได้แผ่นพื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาและความแข็งแรง โดยมีการจัดเรียงปุ่มสตั๊ดและความยาวของปุ่มที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้การเกาะพื้นและการก้าวเท้าออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเปิดพื้นที่ในการเล่นได้รวดเร็วซึ่งไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน
“ปัจจุบันกีฬาฟุตบอลมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเล่นในยุคนี้มีความรวดเร็วขึ้น ใช้เทคนิค และสมรรถภาพทางร่างกายมากขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับความต้องการเฉพาะตัวของดาวยิงที่เฉียบคมแล้ว เราในฐานะผู้ออกแบบ จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนารองเท้าด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง” เอค กล่าว
นอกเหนือจาก"ฟังก์ชั่น"แล้วยังต้องผสม "อารมณ์" บ่มเป็น รองเท้าสตั๊ดที่สะท้อนให้เห็นตัวตนของผู้ที่สวมใส่ รวมทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการครอบครองลูกฟุตบอลในขณะเล่นอีกด้วย

