วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผิวกรุ่นกลิ่นกาแฟ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์การอาหาร ทายาทรุ่นที่ 3 ของเขาช่อง ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของไทยมองเห็นโอกาสของกากกาแฟเหลือใช้สู่แบรนด์สปาผิวไอเดียเก๋

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

เมื่อนักวิทยาศาสตร์การอาหาร ทายาทรุ่นที่ 3 ของเขาช่อง ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของไทยมองเห็นโอกาสของกากกาแฟเหลือใช้สู่แบรนด์สปาผิวไอเดียเก๋อย่าง ‘Coffee Tree’

ดร.อริยา จิระเลิศพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เขาช่องอุตสาหกรรม 1979 จำกัด ผู้ผลิตกาแฟเขาช่อง อาศัยประสบการณ์จากการเติบโตมาในโรงกาแฟ เห็นของเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกากกาแฟ จึงนำไอเดียผสานความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้บริษัทลูกอย่างบริษัท เขาช่องกรุ๊ป จำกัด

:: กาแฟปลุกผิว

“เราเห็นว่า เขาช่องเองใช้กาแฟหลักหมื่นตันต่อปีในการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป ทำให้มีกากกาแฟปริมาณมาก ซึ่งทางบริษัทเอง ได้นำกากกาแฟที่เป็นของเหลือใช้ในกระบวนการผลิตไปเป็นเชื้อเพลิงอุตสาหกรรม จนกระทั่งช่วงหลัง มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และใช้พลังงานน้อยลง กากกาแฟจึงเหลือมากขึ้น” ดร.อริยา ในฐานะกรรมการผู้จัดการของเขาช่องกรุ๊ปให้ภาพ

เธอชี้ว่า เมื่อได้เห็นกระบวนการผลิตและได้สัมผัสกากกาแฟที่เหลือ จึงมองเห็นช่องว่างที่จะสามารถเพิ่มมูลค่า และสร้างกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปในคราวเดียว

กาแฟมีคาเฟอีนและสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ราคาแพง เช่นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเซลลูไลท์ อายครีม และเครื่องสำอางต่าง ๆ จึงคิดทีจะสร้างแบรนด์ ‘Coffee Tree’ ขึ้นมา โดยมองว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมสปาจากกาแฟจะมีโอกาสทางการตลาดไม่น้อย

“โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์โฮมสปาจะนิยมกลิ่นผลไม้ หรือกลิ่นสมุนไพร เราจึงสร้างคาร์แรกเตอร์ของแบรนด์ที่ชัดเจน แตกต่างจากแบรนด์ที่เคยมีด้วยกลิ่นกาแฟที่หลากหลาย และใส่ส่วนผสมที่เป็นฟังก์ชั่นลงไปเช่น ลาเต้ ก็จะได้โปรตีนจากนม เหมาะสำหรับผิวแห้ง หรือคาปูชิโน่ ก็จะมีซินนาม่อนที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อ สำหรับคนเป็นสิวหรือมีผดผื่น เป็นต้น” ดร.อริยาอธิบาย

‘Coffee Tree’ เปิดตัวครั้งแรกในงานเทรดแฟร์ และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค ในขณะที่ดิสทริบิวเตอร์ก็สนใจเข้ามาจีบเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเจ้าของแบรนด์ชี้ว่า การตอบรับนี้ มาจากความแปลกใหม่ของแบรนด์ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์โฮมสปาที่มีอยู่ในท้องตลาด

การเลือกใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียมทำให้ราคาของสินค้าอยู่ในระดับสูงกว่าสินค้าแมส ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งเป้าเป็นคนไทยยังน้อย ปัจจุบัน ลูกค้าหลักคือต่างชาติและคนไทยที่มีกำลังซื้อระดับบีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มคนรักกาแฟอีกด้วย

:: จากแลปสู่ร้าน

ปัจจุบัน Coffee Tree มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นสบู่ก้อน สบู่ขัดผิว สบู่เหลว แชมพู บอดี้ออย ดิฟิวเซอร์ กว่า 9 กลิ่นกาแฟ ซึ่งแต่ละแบบต้องผ่านการวิจัยและพัฒนา เพิ่มฟังก์ชั่นและสารออกฤทธิ์ต่าง ๆ รวมถึงการออกแบบให้สวยงามอีกด้วย

ดร.อริยาย้ำว่า สิ่งสำคัญคือ จุดขาย เพราะหากเป็นกาแฟธรรมดา ขายยากแน่นอน ดังนั้น จึงวางไอเดียให้เป็นร้านที่ทุกอย่างเป็นกาแฟ มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ นำเสนอไอเดียใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ตัวร้านที่ตกแต่งด้วยกระดาษจากเปลือกกาแฟ ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์มีเรื่องราวและมีมูลค่า

แต่ความยากของแบรนด์น้องใหม่ที่แตกต่าง เธอมองว่า คนไม่รู้จักแบรนด์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ยิ่งราคาสูง ยิ่งทำการตลาดยาก เราจึงเปิดหน้าร้าน และไปออกงานแฟร์ต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ยังใช้โซเชียลมีเดีย

"แม้หน้าร้านจะยุ่งยากทั้งในแง่ของทุนและการบริหารจัดการ แต่เป็นสิ่งทีจำเป็นมาก เนื่องจากต้องสร้างการรับรู้และให้ข้อมูลผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมาย จึงจำเป็นจะต้องขยายสาขา จนกระทั่งแบรนด์อยู่ตัวแล้ว จึงจะขยายไปสู่ตลาดแมส โดยเข้าไปในส่วนของห้างสรรพสินค้าหรือโมเดิร์นเทรด”

ปัจจุบัน ยอดขายของ Coffee Tree อยู่ที่หลักแสนต่อเดือน โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการจำหน่ายหน้าร้าน แม้จะมีร้านค้าออนไลน์ แต่คนยังนิยมที่จะมาทดลองกลิ่น ทดลองใช้ที่ร้าน ร้านออนไลน์ส่วนมากเป็นการซื้อซ้ำมากกว่า

“เรายังไม่ได้ตั้งเป้ารายได้สำหรับ Coffee Tree เนื่องจากยังใหม่และมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด แต่ไม่ขาดทุนเพราะมีทรัพยากร วัตถุดิบ และสาธารณูปโภคอยู่แล้ว ลงทุนในส่วนของคนเพิ่ม ทั้งทีมวิจัยและการตลาด”

สำหรับอนาคต ดร.อริยาชี้ว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์จะออกมาใหม่อย่างต่อเนื่อง จากวิสัยของนักวิจัยที่มีไอเดียมากมาย โดยมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกเดือนหรือโอกาสพิเศษ แต่ต้องมองภาพรวมเรื่องของความคุ้มทุนและการตอบรับของตลาดทุกครั้ง

ส่วนของการตลาด มีแผนที่จะเปิดหน้าร้านเพิ่มอีก 2-3 สาขาภายในปี 2556หรือต้นปี 2557 นอกจากนี้ก็มองในส่วนของงานแฟร์ต่าง ๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพูดคุย ส่วนตลาดต่างประเทศ ปัจจุบัน มีดิสทริบิวเตอร์ในจีนแล้ว แต่ยังเป็นช่วงเริ่มต้น ยังไม่ขยับขยายในประเทศอื่น ต้องรอให้แบรนด์แข็งแรงขึ้นอีก อยากจะค่อย ๆ โตอย่างมั่นคง

“ที่สำคัญ เราตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักในวงกว้าง และมีคุณภาพในสายตาผู้บริโภค” เจ้าของแบรนด์ทิ้งท้าย