ม.กรุงเทพเนรมิตรห้องเรียนไฮเทคเอาใจวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีจุดเด่นด้านการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีที่คล่องแคล่ว
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ห้องเรียนของม.กรุงเทพในวันนี้ปรับโฉมเป็นสมาร์ทคลาสรูมอย่างไม่ลังเล เพื่อดึงดูดผู้เรียนหน้าใหม่ที่ไม่ประสงค์จะตกเทรนด์
คนเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือที่เกิดในช่วงปี 2523-2543 เป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถและสมาธิในการเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างพร้อมกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับเขาไม่ว่ากล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เกมกด โทรศัพท์ หรือนวัตกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่ดาหน้ากันออกมา
:เปลี่ยนตามโลก
ผศ.สมจิตต์ ลิขิตถาวร รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (มกท.) กล่าวว่า ธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ มักจะเสียบหูฟัง ใช้งานคีบอร์ดต่างๆชำนาญ ดูทีวีไปด้วยก็ยังได้ เรียกว่าทำอะไรได้หลายๆอย่างพร้อมกันโดยไม่เสียสมาธิ ทำให้ม.กรุงเทพต้องทบทวนว่า การเรียนการสอนต่อจากนี้ไปจะอยู่ในรูปแบบไหนดี เพราะถ้าให้อาจารย์ยืนสอน นักเรียนนั่งจดเลคเชอร์เหมือนแต่ก่อนไม่รุ่งแน่ๆ
เมื่อต้นปี ม.กรุงเทพตัดสินใจลงทุนไป 1.6 ล้านบาทไป เพื่อสร้างห้องเรียนไฮเทคต้นแบบ หรือสมาร์ทคลาสรูมที่รองรับนักศึกษาขนาด 40 คน ขึ้นมา 1 ห้อง โดยปรับจากกระดานดำ หรือไวท์บอร์ด เป็นจอแอลซีดีทีวีขนาดใหญ่ รวมถึงให้นักเรียนใช้แท็บเล็ตแทนสมุดจด เพื่อให้ครูติดตามงานและให้การบ้านได้สะดวก
“จุดเด่นของสมาร์ทคลาสรูมของมกท.คือ ตัวผู้สอนต้องคิดโจทย์หรือหัวข้อที่เชื่อมโยงกับเรื่องที่จะสอน เพื่อให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียนมากกว่าการนั่งจดจากที่อาจารย์บอกเหมือนที่ผ่านมา โดยที่ผู้เรียนก็มีหน้าที่เตรียมตัวเองด้วยการอ่านตำรา หรืออีเลิร์นนิงปูพื้นฐานมาก่อนที่จะเข้าเรียนด้วยห้องเรียนไฮเทคนี้”เจ้าของไอเดีย กล่าวและว่า วิธีดังกล่าวจะทำให้นักเรียนต้องตื่นตัวทำการบ้านมาก่อนเพื่อจะโต้ตอบในห้องซึ่งมีผลกับคะแนนที่ผู้สอนเป็นคนกำหนดกติกาขึ้นมา
นอกจากนี้ห้องเรียนดังกล่าวยังมีโพเดียมอัจฉริยะ ที่พร้อมบันทึกภาพและเสียงสดๆในห้องเรียน เพื่อเก็บเป็นไฟล์ทุกครั้งที่มีการใช้สอน และอัพขึ้นเว็บไซต์มหาวิทยาลัย สำหรับเป็นอีเลิร์นนิงที่ทุกคนย้อนกลับไปดูเพื่อทบทวนได้ตลอดเวลา
ห้องเรียนไฮเทคจะเปิดสอนครั้งแรกในเดือนสิงหาคมนี้ กับนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ ก่อนเป็นอันดับแรก โดยเรียนรู้ร่วมกันระหว่างตำรา และอีเลิร์นนิงในแบบเดิมที่เคยทำมา จากนั้นเก็บข้อมูลเป็นเวลา 1 เทอมเพื่อประเมินว่าจะมีการดัดแปลงการใช้งานต่อไปในอนาคตอย่างไรเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
:พลิกห้องเรียนตอบโจทย์เจน Y
“การเรียนแบบเก่าที่ครูเป็นผู้สอน และมีตำราเป็นแนวทางปฏิบัติเพียงอย่างเดียวกำลังจะตกกระป๋อง เพราะเนื้อหากว่าจะอัพเดทใช้เวลานานเป็นปี แต่การเรียนด้วยเทคโนโลยีทำให้ผู้สอนผลิตสื่ออีเลิร์นนิงในเวลาอันสั้น ผู้เรียนก็เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย เนื่องจากตัวอย่างในห้องเรียนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่จับต้องได้ยิ่งขึ้น”ผู้ก่อตั้งห้องเรียนสมาร์ทคลาสรูมจากมกท. กล่าว
ตลอด 10 ปีมานี้มกท.พยายามยกระดับการเรียนการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เธอกล่าวและว่า ในระยะแรกๆที่มีการผลักดันให้เกิดอีเลิร์นนิง มีอาจารย์จำนวนมากที่อิดออดที่จะหันมาทำ ทั้งที่ทางทีมงานมีเจ้าหน้าพร้อมให้คำแนะนำ และมีวิธีทำอย่างง่ายให้ดาวน์โหลดมาอ่านและทำตาม แต่ความคิดเดิมๆของอาจารย์รุ่นเก่าที่ว่าตำราก็น่าจะพอ ซึ่งความคิดดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับเทคโนโลยีเข้ามาสู่ห้องเรียน
ประโยชน์ของการใช้สื่อผสมในห้องเรียนคือ นักศึกษาทันโลก ทันเหตุการณ์ เพราะสื่อต่างๆไม่ว่าจะคลิปวีดีโอ อีบุ๊ค อีเลิร์นนิง หรืออุปกรณ์ของ google app for education เช่น google sites ที่ช่วยสร้างเว็บไซน์รายวิชาให้ผู้สอนได้อย่างง่าย google hangout และ google talk ที่เป็นสื่อกลางการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน หรือ google doc จะทำให้ผู้เรียนทำกิจกรรมกลุ่มได้สนุกสนานยิ่งกว่าการเรียนที่ผ่านมา
รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยี มกท. กล่าวอีกว่า ห้องเรียนดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสให้กับสถาบันในการเป็นตัวเลือกให้ผู้ปกครองตัดสินใจส่งลูกหลานมาเรียน เพราะมีเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ทันสมัยรองรับ และในอีกมุมหนึ่งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับนักเรียนแลกเปลี่ยนหลังเปิดอาเซียนอีกด้วย


