แม้ว่ารูปแบบของบ้านจะเปลี่ยนแปลงไป แต่วัสดุปูพื้นที่ยังคงครองใจคนไทยต้องยกให้ กระเบื้องเซรามิค เทรนด์ใหม่ในสายตาคนรักบ้าน
จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา / รายงานแม้ว่ารูปแบบของบ้านจะเปลี่ยนแปลงไป แต่วัสดุปูพื้นที่ยังคงครองใจคนไทยต้องยกให้ “กระเบื้องเซรามิค” ที่เหมาะกับเมืองร้อนจนสามารถเข้ามาแทนที่ไม้ปาเก้ และพื้นขัดมัน ขยับสู่เทรนด์ใหม่ในสายตาคนรักบ้านคำยืนยันของ "สัญชัย เจนจรัตน์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยท้อป อินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งอยู่ในธุรกิจสินค้าก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี บอกว่า ข้อดีของกระเบื้องปูพื้นที่มีความทนทาน เหมาะกับเมืองร้อน อีกทั้งทำความสะอาดง่ายและมีอายุการใช้งานที่นานกว่าวัสดุอื่น ทำให้กระเบื้องปูพื้นได้รับความนิยมมากขึ้นแตกต่างตอบโจทย์จากเสื่อน้ำมัน ไม้ปาเก้ พื้นขัดมัน เริ่มเปลี่ยนเทรนด์มาเป็นกระเบื้องเซรามิคแทบทั้งหมด นั่นเป็นเหตุผลให้ 5 ผู้ผลิตกระเบื้องรายใหญ่ของประเทศ ตัดสินใจก่อตั้ง บริษัท ไทยท้อป อินดัสตรี้ จำกัด ในปี 2534 เพื่อรองรับความต้องการสินค้า ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะเกินกว่าศักยภาพที่แต่ละบริษัทจะผลิตได้ การเกิดขึ้นของบริษัทใหม่นับเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าได้กว้างขึ้นสัญชัย ยอมรับว่า แนวโน้มความต้องการกระเบื้องเซรามิคเปลี่ยนไป คนมองหากระเบื้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 8x8 นิ้ว มาเป็น 12x12 นิ้ว และในช่วง 3-4 ปี กระเบื้องขนาด 16x16 นิ้ว เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ด้านวัสดุก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้บริษัทต้องวิจัยและพัฒนาสูตรดิน จากสัดส่วนของหิน ดินขาว และทราย สู่มาตรฐานเซรามิคที่ลูกค้ายอมรับ“ค่าใช้จ่ายในการขนส่งวัตถุดิบที่ค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทตัดสินใจพัฒนาสูตรดินที่คิดค้นขึ้นเอง โดยใช้ดินที่แหล่งใกล้โรงงาน ไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นผลเสียต่อตัวกระเบื้อง เช่น แร่เหล็ก หินปูน โดยใช้เวลาพัฒนาสูตร 3-4 ปี ทำให้มีวัตถุดิบต่อเนื่องใช้ได้ทันที” เขากล่าว และว่า นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาเทคนิคการเคลือบ โดยใช้สีที่ได้จากวัถุดิบในประเทศ ไม่ต้องนำเข้าเจาะตลาดเออีซี“กระเบื้องเซรามิคยังคงเป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง ถ้าสามารถลดของเสียได้ ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการดูแลต้นทุน นอกจากนี้การลดการใช้พลังงานจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ” สัญชัย กล่าวทั้งนี้ ต้นทุนหลักของการผลิตเซรามิค คือต้นทุนด้านพลังงาน ถ้าลดต้นทุนการผลิตต่อตรางเมตรได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน โดย ณ ปัจจุบัน กำลังการผลิตของไทยท้อปอินดัสตรี้ อยู่ที่ 3 ล้านตารางเมตรต่อเดือน มีความหลากหลายของลายกระเบื้องให้เลือกกว่า 2-3 พันลาย ตลอดจนมีตลาดนัดเป็นของตัวเองกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่กระจายสินค้ากว่าได้ 70%“ในอนาคตการเปิดเออีซีอาจมีผลไม่มากนักกับธุรกิจกระเบื้อง เนื่องจากภาษีสินค้านำเข้าไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องปรับตัวเรื่องต้นทุนและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง” เขากล่าว และว่า ตลาดอาเซียนในภูมิภาค เช่น ลาว เขมร และพม่า มีความน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ในเรื่องการขนส่ง เนื่องจากกระเบื้องเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าสูง ทำให้ปัจจุบันสินค้ากว่า 90% จำหน่ายในประเทศเป็นหลักด้วยเหตุนี้ตลาดเออีซีจึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากคู่แข่งปรับลดราคา ที่สำคัญต้องทำต้นทุนให้อยู่ในเกณฑ์ที่แข่งขันได้ โดยไทยยังเป็นผู้นำในการผลิตและแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรมกระเบื้องอันดับต้นๆ ในอาเซียน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียเริ่มขยับขึ้นมา ทำให้ต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเขามองว่า จุดแข็งของประเทศไทยคือมีแหล่งวัตถุดิบที่อยู่ในประเทศ หาต้องการขยายโรงงานไปยังประเทศใกล้เคียงอาจต้องมองถึงแหล่งผลิต โดยศึกษาศักยภาพของวัตถุดิบ การวิจัยและพัฒนา อีกทั้งแหล่งเชื้อเพลิงต้องเพียงพอกับตวามต้องการ เพื่อควบคุมต้นทุนให้สามารถแข่งขันในตลาดได้


