"เฟซบุ๊ค" เปิดศึกรอบใหม่ "ทวิตเตอร์" ประกาศเพิ่มคุณสมบัติล่าสุดให้โพสต์คลิปวีดิโอสั้น 15 วินาทีผ่าน "อินสตาแกรม" ดันกระแสใหม่บนโลกโซเชียลฯ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊ค อิงค์ เจ้าของแอพพลิเคชั่นแชร์ภาพยอดนิยมของโลกประกาศเพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้โพสต์คลิปวีดิโอลงบนอินสตาแกรมได้ เพื่อหวังจะแข่งแบบหมัดต่อหมัดกับคู่แข่งในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์
เฟซบุ๊คเผยว่า ผู้ใช้อินสตาแกรมกว่า 130 ล้านรายในปัจจุบันสามารถใช้ฟังก์ชั่นบันทึกภาพเคลื่อนไหวและโพสต์เป็นคลิปความยาว 15 วินาทีได้แล้วบนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ถือว่าแข่งโดยตรงกับวีดิโอแพลตฟอร์ม "ไวน์ (Vine)" ของทวิตเตอร์ที่ให้ผู้ใช้ถ่ายคลิปความยาว 6 วินาทีเพื่อแชร์บนไมโครบล็อกกิ้ง
"เกมการชิงความได้เปรียบกันได้เริ่มขึ้นแล้ว" นายไบรอัน เบลา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากการ์ทเนอร์กล่าว
โดยคุณสมบัติวีดิโอบนอินสตาแกรมที่ปัจจุบันใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์ เป็นเทคโนโลยีที่เสถียรและมีฟิลเตอร์ให้เลือกดีไซน์หลากหลาย
นายเควิน ซิสทรอม ผู้ก่อตั้งอินสตาแกรม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการไนท์ไลน์ของสำนักข่าวเอบีซี นิวส์ว่า อินสตาแกรมคือช่องทางสำหรับเก็บความทรงจำชั่วขณะและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ บนโลกด้วยการแชร์ผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค ซึ่งไม่เพียงแค่ภาพถ่ายเท่านั้น เพราะยังมีอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากเกิดขึ้นบนโลกที่บอกเล่าได้ไม่หมดด้วยภาพถ่ายเพียงภาพเดียว
สำหรับฟีเจอร์ใหม่ของอินสตาแกรมจะให้ผู้ใช้งานบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่ 3-15 วินาที พร้อมฟิลเตอร์ใหม่ 13 แบบสำหรับตกแต่งคลิปและแชร์กับเพื่อนบนอินสตาแกรม หรือแม้แต่โซเชียล เน็ตเวิร์คอื่นได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณสมบัติ "ซีเนม่า โหมด" ที่ช่วยทำให้ภาพวีดิโอคุณภาพดีขึ้นและไม่สั่นไหว โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะเปิดให้บริการสำหรับผู้ใช้ไอโฟนก่อนเป็นลำดับแรก
ทั้งนี้เฟซบุ๊คซื้อกิจการของอินสตาแกรมเมื่อเดือนเม.ย.ปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยหวังจะใช้เป็นเครื่องดึงดูดใจบนเฟซบุ๊คก่อนหน้าที่จะนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 1 สัปดาห์
กระทั่งปัจจุบันอินสตาแกรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บุกตลาดมือถือของเฟซบุ๊คเพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้จากโฆษณามากขึ้น และมีผู้แชร์รูปผ่านไอจีราว 40 ล้านภาพต่อวัน
ด้านผลสำรวจจากบริษัทวิจัยอีมาร์เก็ตเตอร์พบว่า ปีที่ผ่านมามีผู้ใช้กว่า 60 ล้านรายในสหรัฐที่นิยมดูคลิปวีดิโอบนมือถือเป็นประจำ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นเกือบ 75 ล้านคนในปีนี้





