วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พิกุล ทักษิณวราจาร ดัน"อี คอมเมิร์ซ"โต-ปลอดภัย

เปิดแผนรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดันตลาดอี คอมเมิร์ซ โตอย่างปลอดภัย

ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี คอมเมิร์ซ ของไทย ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ ปี 2556 จะมีมูลค่าถึง 9 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2555 ที่ทำได้ 7.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 30% เรียกได้ว่าคึกคักกันมาก

อัตราการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ยังมีปัญหาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ ช้อปออนไลน์ จะไว้ใจได้อย่างไรว่าจะได้ของถูกต้อง ถูกใจ และถูกเงิน "กรุงเทพไอที" ชวนไปไขข้อสงสัยกับ "นางสาวพิกุล ทักษิณวราจาร" รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่นแก่ธุรกิจอี คอมเมิร์ซ

เธอ บอกว่า นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ความสำคัญต่ออี คอมเมิร์ซมาก โดยได้ตั้งสำนักพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้น และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ปีนี้ หลังจากผลักดันมา 10 ปี ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสร้างอี คอมเมิร์ซต้นแบบไทย

ไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม จากประชากร 67 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 20 ล้านคน หรือ 30% และการใช้สมาร์ทโฟนก็เติบโต 117% ล้วนทำให้โลกธุรกิจ การค้าออนไลน์ ไร้ขีดจำกัด

"จากการจดทะเบียนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น และอัตราเติบโตของมูลค่าซื้อขาย ถือว่าแนวโน้มอี คอมเมิร์ซ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบันการพัฒนาไอทีทำให้การค้าขายออนไลน์ไปได้กว้างขวางขึ้น ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็ออนไลน์มากขึ้น ข้อจำกัดของการสื่อสารลดลง ใช้ไอโฟน สมาร์ทโฟน มากขึ้น"

เพิ่มความเชื่อมั่นซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุปสรรคของธุรกิจอีคอมเมิร์ซอยู่ที่การซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตจะไม่เห็นตัวตนของกันและกัน ไม่ได้สัมผัสคุณภาพสินค้าหรือบริการที่ซื้อขาย ผู้บริโภคบางส่วนจึงยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์

เธอ บอกว่า จากประเด็นดังกล่าว กรมได้ดำเนินการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการซื้อ-ขายสินค้า หรือบริการออนไลน์ โดยดำเนินงานรับจดทะเบียนพาณิชย์ผู้ประกอบการพาณิชยกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ ตามกฎหมายทะเบียนพาณิชย์ให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของธุรกิจ ส่วนในกรุงเทพฯ จดที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต

พร้อมออกเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ "DBD Registered" ให้แก่ธุรกิจที่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ถูกต้องตามกฎหมาย และประกอบธุรกิจ 4 กลุ่ม ได้แก่ การซื้อขายสินค้า/บริการทางออนไลน์ การให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต การให้บริการพื้นที่วางเว็บไซต์ (Web Hosting) และการให้บริการตลาดกลางจำหน่ายสินค้า/บริการทางออนไลน์ (e-Marketing Place)

ตั้งแต่ปี 2546 - พ.ค. 2556 มีผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered แล้ว 9,579 ราย เป็นบุคคลธรรมดา 2,761 ราย นิติบุคคล 6,818 ราย รวม 11,138 เว็บไซต์ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของการขอรับเครื่องหมายดังกล่าว จากปี 2550 - 2553 เพิ่มขึ้นกว่า 45% ปี 2554 ขอรับเครื่องหมาย 1,050 ราย และปี 2555 อีก 1,175 ราย

นอกจากนี้ ยังออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ "DBD Verified" ให้แก่เว็บไซต์ที่ได้รับการตรวจประเมินและผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่กรมจัดทำขึ้น โดยมีประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจ 3 ขั้นตอน คือ 1 ธุรกิจประเมินตนเองตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด 5 ข้อหลัก 2 เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจะตรวจประเมินจากเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์

3 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิจารณาผลการประเมิน เพื่อให้ความเห็นในการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบการซื้อขายสินค้า/บริการ เช่น สคบ. อย. สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจอี คอมเมิร์ซ สมาคมธนาคารไทย ร่วมกันพิจารณาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจ

เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือมีอายุ 1 ปี ต่ออายุได้คราวละ 1 ปี จากปี 2555 - เม.ย. 2556 มีเว็บไซต์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายจำนวน 94 เว็บไซต์ ซึ่งผู้สนใจซื้อสินค้าออนไลน์ตรวจสอบเว็บไซต์ที่ได้รับการรับรองได้จาก www.Trustmarkthai.com

"ถ้าเป็นคนซื้อ แล้วเห็นว่าเป็นหน่วยงานดูแล ตรวจสอบ และมีตัวตนจริง ก็จะสร้างความมั่นใจซื้อขายมากขึ้น ลดปัญหาที่ผู้ซื้อผู้ขายไม่ได้เจอกันก่อน ขาดความเชื่อมั่นว่า ซื้อไปจะได้ของถูกต้อง ถูกใจ ตรงเวลาหรือไม่ พอมีหน่วยงานรับรอง และเห็นว่าทำตามเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจ ก็จะมั่นใจ เชื่อถือมากขึ้น"

ผ่านการรับรอง ลดปัญหา

รองอธิบดี ยอมรับว่า แม้จะจดทะเบียน และมีมาตรการตรวจสอบ หากทางกรมก็ได้รับเรื่องร้องเรียนบ้าง "แต่น้อย" ประมาณ 10 กว่ารายต่อเดือน เพราะผู้ซื้อทางออนไลน์นั้นฉลาด ก่อนตัดสินใจซื้อ กรมเป็นต้นสายปลายทางของการประกอบธุรกิจ ระหว่างทำธุรกิจก็จะส่งเสริม เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็จะมาดูว่าเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายอย่างไร ซึ่งไทยยังไม่มีกฎหมายอี คอมเมิร์ซรองรับโดยตรง ต้องพึ่งพาหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ทำให้ผู้ซื้อได้รับการดูแลระดับหนึ่ง

"ปัญหาที่เกิดมากๆ มักเป็นการซื้อขายผ่านเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรม เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยากมาก ยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ชัดเจน ฉะนั้น ถ้าจะซื้อสินค้าออนไลน์ขอให้ดูเครื่องหมายรับรอง จะซื้อจากเฟซบุ๊ค หรือโซเชียล มีเดียอื่นๆ ต้องระมัดระวัง ไม่เห็นตัวตนกัน และสินค้า ต้องเพิ่มความละเอียดรอบคอบ ต้องได้ของก่อนโอนเงิน หรือเงื่อนไขการส่งคืนสินค้าและคืนเงิน"

เธอ บอกว่า ในฐานะที่อยู่ตรงกลาง ก็ต้องการให้ขายของได้ แต่ของนั้นต้องมีคุณภาพ การลงโฆษณาต้องไม่เกินจริง การค้าต้องยึดหลักถูกต้อง ชอบธรรม เชื่อถือ ตรวจสอบได้ พร้อมย้ำว่า กิจการที่จดทะเบียนถูกต้องมักไม่ค่อยมีปัญหา กรมจึงมีเป้าหมายจะจดทะเบียนผู้ประกอบการอี คอมเมิร์ซให้ได้มากที่สุด

เตรียมพร้อมรับเออีซี

และการที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน การจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 เธอ เห็นว่า อี คอมเมิร์ซควรเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการทำธุรกิจที่มีอยู่แล้ว และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่

ทั้งนี้ กรมมีแผนส่งเสริมธุรกิจไทยอย่างเป็นระบบด้วย แผนบันได 3 ขั้นสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 สร้างองค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการ แก่ผู้ประกอบธุรกิจรายเดิม ให้สร้างร้านค้าออนไลน์ที่ค้าขายอย่างน่าสนใจ ทำกลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์ออนไลน์ น่าเชื่อถือ เป็นธรรม และทำธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

ขั้นที่ 2 การยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจ และมาตรฐานสากล เทียบเกณฑ์ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ โดยผ่านการรับรองความน่าเชื่อถือ ซึ่งกรมเป็นสมาชิกหน่วยงานรับรองความน่าเชื่อถือระดับโลก ขั้นที่ 3 สร้างโอกาสทางการตลาด และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสู่สากล