ของฟรีไม่มีในโลก คือเรื่องจริงที่ใช้ได้กับทุกสิ่ง รวมทั้ง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" บริการเทคโนโลยีที่โลกกำลังมุ่งไปหา
หากในโลกแห่งความเป็นจริง "ของฟรีไม่มีในโลก" การจะใช้คลาวด์ฟรี อาจมีต้นทุนแฝงคือข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหลายของผู้ลงทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา รายได้ รสนิยมด้านต่างๆ ที่ผู้ให้บริการฟรีเหล่านั้นนำไปขายให้แก่หน่วยงานภายนอก
ลำพังผู้ใหญ่ที่มีวิจารณญาณอาจปกป้องตัวเองได้ด้วยการเลือกกรอกข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น แต่เยาวชนอาจไม่ทันคิดถึงผลพวงที่ตามมาก็จะลงทะเบียน หรือกรอกข้อมูลเต็มๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิการใช้งาน หรือบริการเล็กๆ น้อยๆ บนโลกออนไลน์ ที่สำคัญมหาวิทยาลัยในไทยกว่า 60 แห่งหันมาใช้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง และยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งกำลังจะเริ่มใช้งาน
จัดโต๊ะกลมระดมสมอง
ล่าสุด เครือข่ายพลเมืองเน็ต และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร "เซฟกอฟ" จากสหรัฐที่ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่เล็ก ตลอดจนผู้ให้บริการเว็บไซต์สาธารณะ ได้จัดงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “สิทธิส่วนบุคคลออนไลน์ ประเด็นที่ต้องทบทวนของทุกภาคส่วนในสังคม”
นายนคร เสรีรักษ์ ที่ปรึกษานโยบาย เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า กลุ่มเยาวชนที่ใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียล มีเดีย ถึงจะกดยินยอม แต่วิจารณญาณเพียงพอหรือไม่ เป็นเรื่องต้องคิด
ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งควรมีกฎหมายคุ้มครอง เพราะถือเป็นสิทธิที่เกิดมาพร้อมกับตัวเรา เช่นเดียวกับสิทธิเสรีภาพแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยอี ดอกคิวเมนต์ การละเมิดก็ตามเข้าไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น เด็กเป็นกลุ่มบุคคลที่อ่อนไหว การให้คำยินยอมมุ่งหวังใช้บริการโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
นายเจฟฟ์ กูลด์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธินักเรียนนักศึกษา ประธานองค์กรเซฟกอฟ กล่าวว่า องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อดูแลโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐ และโรงพยาบาล ให้เข้าสู่คลาวด์ คอมพิวติ้ง ได้อย่างปลอดภัย เพราะปัจจุบันมีธุรกิจดาต้า ไมนิ่ง รับฝากข้อมูลไว้มาก ตลอดจนบริการอีเมลสาธารณะที่จะดึงข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ หรือหาประโยชน์อย่างง่ายๆ โดยเจ้าของข้อมูลไม่ระวัง
ยกตัวอย่างข้อมูลจากอาสาสมัคร 5.8 หมื่นคน เข้ากดไลค์บนเฟซบุ๊ค 9.9 ล้านไลค์ ทำให้ผู้ให้บริการได้ข้อมูลต่างๆ เช่น ประเทศ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ 95% เพศ 93% แนวคิดทางการเมือง 83% เป็นต้น ยังไม่รวมความชอบ และพฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลนั้นๆ
ขณะที่ เทคโนโลยีปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงขั้นเก็บอัตลักษณ์บุคคลได้จากหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วคายทิ้ง บุหรี่ เส้นผม นำดีเอ็นเอไปสร้างหน้าบุคคลคนนั้นได้ และในอนาคตอีก 4-5 ปี อาจจะถึงขั้นบอกชื่อ สถานะส่วนบุคคล รายได้ ซึ่งในธุรกิจดาต้า ไมนิ่ง แม้ใช้ชื่อปลอมก็เปิดให้คนอื่นเข้ามาดูข้อมูลต่างๆ ของบุคคลได้ไม่ยาก
"ธุรกิจดาต้า ไมนิ่งมีอิทธิพลมาก ยกตัวอย่างการแข่งขันกีฬาในสนามแห่งหนึ่ง หากบริษัทโทรศัพท์มือถือต้องการข้อมูลผู้ชมในสนามเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ก็ทำได้ ดังนั้น ฝั่งกำกับนโยบายควรมีมาตรการใดๆ ออกมาดูแลบ้าง"
ต้องหามาตรการดูแลก่อนกฎหมายคลอด
จากข้อมูลที่มี ในประเทศไทย ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ผ่านสภา และร่างดังกล่าวก็ไม่ครอบคลุมโรงเรียนหรือภาคการศึกษา จึงเสนอให้มีกรอบ หรือมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของนักเรียน ซึ่งจากที่สำรวจ 80% ของผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับการยัดเยียดโฆษณาให้แก่เยาวชน
ในต่างประเทศมีบางประเทศวางกรอบหรือระเบียบคุ้มครองความเป็นส่วน เช่น มาเลเซียมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ออสเตรเลีย วางกรอบในแวดวงการศึกษา
ส่วนในสหรัฐแม้มีกฎหมายคุ้มครองออนไลน์ แต่เก่าแก่มากเกิดก่อนมีเฟซบุ๊ค โซเชียล มีเดียต่างๆ จึงต้องผลักดันให้มีกรอบปฏิบัติคุ้มครองเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ
นายนคร กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 ต่างระบุถึงสิทธิของบุคคลไว้ และไทยยังมีพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ที่มีมาตรฐานเหมือนทั่วโลก แต่ครอบคลุมเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ยังไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งตัวร่างได้ส่งเข้าสภาตั้งแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเดือนก.พ. 2556 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ส่งไปอีกร่าง ไม่ทราบเนื้อหาเหมือนกันหรือไม่ แต่ถ้ารอการคุ้มครองจากกฎหมายฉบับนี้ต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ฉะนั้นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน โรงเรียนควรมีมาตรการอื่นมารองรับก่อน
ร่วมมือตำรวจ-โรงเรียน
นายกูลด์ กล่าวว่า ในสหรัฐซึ่งกฎหมายแม่ยังไม่มี ได้ใช้วิธีเข้าไปทำงานร่วมกับเอฟบีไอ ตำรวจ และโรงเรียน ให้สร้างกฎภายในที่ใครจะมาให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งต้องมีสัญญาปฏิบัติเป็นข้อๆ เช่น จะไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปทำดาต้า ไมนิ่ง ซึ่งในไทยก็ควรเป็นเช่นนั้น
แต่การยินยอมใช้อีเมล สาธารณะ ในยุโรป ซึ่งกฎหมายแข็งแกร่ง ได้บังคับผู้ให้บริการเขียนข้อสัญญาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจจะยอมรับหรือไม่
นายนคร กล่าวว่า ในไทย ต้องขอเวลาศึกษา ทำงานวิจัยที่เพิ่งเริ่มต้น และเขียนแนวทางปฏิบัติ ก่อนจะเข้าไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำนักงานข้อมูลข่าวสาร โดยเป็นการทำงานเจรจา ควบคู่งานวิชาการเชิงลึก ซึ่งคาดว่า 6 เดือนจะเป็นรูปธรรม
"เมื่อโรงเรียนนำคลาวด์ คอมพิวติ้ง เซอร์วิสมาใช้ ต้องมีข้อตกลงชัดเจนว่าทำอะไรได้ ไม่ได้บ้าง เข้าถึงข้อมูลได้ระดับไหน และระบุการเผยแพร่ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ทำได้เพียงใด"


