แม้ลอรีอัล (LOreal) จะอยู่ในธุรกิจความงามแต่มีความแตกต่างที่ได้เปรียบก็คือ จุดกำเนิดที่ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
แม้ลอรีอัล (L’Oreal) จะอยู่ในธุรกิจความงามแต่มีความแตกต่างที่ได้เปรียบก็คือ จุดกำเนิดที่ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์ และตลอดมาองค์กรแห่งนี้ไม่เคยทอดทิ้งงานวิจัยและค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ผ่านศูนย์วิจัย 19 แห่งทั่วโลก เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนมากกว่าเรื่องของความงาม
เฉพาะศูนย์วิจัยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการในเอเชีย มุ่งวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ป้อนประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงไทย เป็นแหล่งรวมนักวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านความสวยความงามมากถึง 200 คน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา ลอรีอัลใช้งบประมาณเพื่อการวิจัยกว่า 3 หมื่นล้านบาท นำมาซึ่งการจดสิทธิบัตรมากถึง 611 รายการ
: ความงามคือคำตอบ
แนวทางการวิจัยและพัฒนาของลอรีอัล แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ งานวิจัยขั้นสูง, งานวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาจากงานวิจัยไปสู่ตัวผลิตภัณฑ์ โดยแนวทางการวิจัยไม่ได้อิงเทรนด์ตลาด แต่มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและทดสอบแล้วจนมั่นใจ ซึ่งจะสามารถทำตลาดได้ตราบเท่าที่ปัญหายังมีอยู่
"ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โจทย์หลักก็คือสารตั้งต้นตัวใหม่ที่คิดค้นขึ้น เราไม่ได้ทำการวิจัยตามเทรนด์ของโลก หรืออ้างอิงความต้องการของตลาดเป็นที่ตั้ง เพราะงานวิจัย 1 ชิ้นใช้เวลาในการคิด วิเคราะห์ และทดลองจนกระทั่งได้ผลที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลานานหลายปี" ขยายความโดย เอลิซาเบธ บูฮาดาน่า ผู้อำนวยการทางวิทยาศาสตร์ของลอรีอัล ฝรั่งเศส
เธออธิบายว่า ลอรีอัลจะคิดค้นและพัฒนาสารหรือโมเลกุลใหม่ จากนั้นจะส่งต่อให้ทีมวิจัยศึกษาคุณสมบัติของสารหรือโมเลกุลนั้น ร่วมกับปัญหาและความต้องการของผู้บริโภค ก่อนที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดต่อไป
ขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่า นวัตกรรม ก็คือเนื้อครีมหรือตัวสินค้าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสำหรับลอรีอัลแล้ว นวัตกรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งตัวสินค้า กล่องบรรจุ ช่องทางจำหน่าย การจัดส่ง การตลาด ฯลฯ
เอลิซาเบธยกตัวอย่าง โปร ไซเลน (Pro Xylane) อนุพันธ์ของน้ำตาลไซโลส ที่มีคุณสมบัติมอบความชุ่มชื่นและลดเลือนจุดด่างดำ ข้อดีต่างๆ นี้ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับปัญหาผิวของผู้หญิง ที่มีความกังวลเกี่ยวกับการทำเลเซอร์ ว่าจะสร้างความเจ็บปวดหรือเสี่ยงผลข้างเคียงต่างๆ กลายมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย และสุดท้ายกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์รีไวทัล ลิฟท์ เลเซอร์ เอกซ์ 3
“หลายคนมองว่า ปัญหาผิวบางอย่างเกิดขึ้น หากเราไม่รีบทำวิจัยตอบโจทย์ ณ ตอนนั้น เท่ากับเราช้า เราล้าหลัง แต่จริงๆ แล้ว ต้นเหตุของปัญหาผิวบางอย่างก็มีอยู่และอยู่มานาน เช่น มลภาวะ งานวิจัยที่สมบูรณ์ก็เหมือนการหาอาวุธใหม่ๆ มาช่วยปกป้องผิว” เธอกล่าวและว่า นักวิจัยของลอรีอัลจะต้องพยายามก้าวไปข้างหน้าให้เร็วกว่าความต้องการของตลาดอยู่เสมอ
: นวัตกรเคลื่อนด้วยใจ
นอกจากให้ความสำคัญด้านการวิจัยและนวัตกรรมแล้ว ผู้ผลิตเครื่องสำอางเบอร์หนึ่งของโลกยังให้ความสำคัญกับ "การสรรหา" คนเข้ามาเป็นพนักงาน ยกตัวอย่างของเอลิซาเบธ ซึ่งทำงานเบื้องหลังในฐานะนักวิจัยให้กับลอรีอัลมากกว่า 16 ปี
เธอสำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาวิทยาเอนไซม์ (Enzymology) ที่มหาวิทยาลัย PARIS XI Orsay และสาขาการบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัย PARIS IX Dauphine ประเทศฝรั่งเศส
หนึ่งในงานวิจัยที่ถือเป็นผลงานเด่นจึงเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ หรือโปรตีนธรรมชาติในร่างกายของมนุษย์ทุกคน เธอใช้เวลาหลายต่อหลายปี ทุ่มเทเพื่อค้นคว้าวิจัยเพื่อหาวิธีทางที่ถูกต้องในการลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำและต่อต้านความชราของผิวพรรณ จึงไม่แปลกใจเลยที่ลอรีอัล ปารีส มองเห็นความสามารถและชักชวนเธอให้เข้าร่วมทีมวิจัย
เอลิซาเบธเริ่มต้นในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวพรรณ ต่อเนื่องด้วยตำแหน่ง Marketing Development Group Manager ให้กับแบรนด์ลารอช โพเซ เวชภัณฑ์จากฝรั่งเศส และก้าวเข้าสู่การเป็นผู้อำนวยการการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศให้กับสถาบัน INNEOV ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่เกิดการร่วมมือระหว่างบริษัทลอรีอัล กับบริษัทเนสเล่ (Nestle) เพื่อค้นคว้าเรื่องเพิ่มความงามให้ผิวพรรณและเส้นผม ก่อนที่จะก้าวสู่ตำแหน่ง ผู้อำนวยการทางวิทยาศาสตร์ของลอรีอัล ปารีส ในปัจจุบัน


