สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ม.มหิดล เดินหน้า เร่งผลิตงานวิจัยสู่สังคม
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันฯ ได้จัดการประชุมวิชาการ เรื่อง “วัคซีน: โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิชาการและบุคลากรด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่สำคัญ เพื่อให้เป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นอีกด้วย
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า “สถาบันฯ มีพันธกิจสำคัญในการมุ่งใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อผลิตวัคซีน ยารักษาโรค และการวินิจฉัยโรค ตลอดจนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การเกษตร และพลังงาน ”
ผู้อำนวยการสถาบันฯ ยังกล่าวต่อไปว่า จากพันธกิจที่สำคัญดังกล่าว สถาบันฯ จึงมุ่งผลิตผลงานวิจัยที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสังคม อาทิเช่น การพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออก เนื่องจากทีมวิจัยเห็นว่าไข้เลือดออกเด็งกี่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศเขตร้อน ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่มียุงลายเป็นพาหะ จึงพัฒนาวัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์สำหรับป้องกันโรคไข้เลือดออกเด็งกี่เป็นผลสำเร็จ จนได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ นำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการวิจัยและพัฒนา โดยการนำนวัตกรรมอันเกิดจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่ความร่วมมือในการผลิตระหว่างภาครัฐ และเอกชน ความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออกจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขที่จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการได้รับเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศได้อย่างมาก
นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังดำเนินงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุที่มีภาวะของโรคสมองเสื่อม โดยพบว่าสารเมลาโทนินซึ่งมีคุณสมบัติกำจัดสารอนุมูลอิสระสามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำและช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อีกทั้งทีมวิจัยยังพบว่าเมลาโทนินสามารถป้องกันการตายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากเสพยาบ้าได้ ซึ่งผู้เสพยาบ้ามีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันสูงกว่าคนปกติทั่วไป
ในขณะเดียวกัน สถาบันฯ ยังได้ศึกษาวิจัยความผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดโรคธาลัสซีเมียชนิดต่าง ๆ ในคนไทย โดยทำการวิจัยในระดับเซลล์และโมเลกุลทางด้านระบาดวิทยา ตลอดจนการวิจัยทางคลินิก เพื่อนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ โดยวิธีการตรวจหาความผิดปกติของยีน ซึ่งจะทำให้เกิดการวางแผนควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการให้ยาขับเหล็กเพื่อลดภาวะเหล็กเกินในผู้ป่วย กระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบิน เอฟ ด้วยสารสกัดจากสมุนไพรและสารเคมีชนิดอื่น ๆ อีกด้วย
นอกจากงานวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว กลุ่มวิจัยของสถาบันฯ ยังให้ความสำคัญกับงานด้านเกษตร โดยได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอ เพื่อใช้ในการสร้างแผนที่พันธุกรรมมันสำปะหลัง เพื่อใช้ในการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของเกษตรกรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมแป้งมัน ซึ่งมีลักษณะทรงต้นดี ต้านทานต่อโรค มีปริมาณไซยาไนด์ต่ำ ให้ผลผลิตสูงและมีคุณสมบัติแป้งที่ดี ทั้งนี้มันสำปะหลังสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังพัฒนาจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ท้ายสุด ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในอนาคตไว้ว่า “สถาบันฯ มีความมุ่งมั่นที่จะผลิตผลงานวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างแท้จริง โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งนี้ เพื่อสร้างและพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป”





