วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ติดปีก “เมล็ดพันธุ์ไทย”

กระทรวงวิทยาศาสตร์ชูงานวิจัย พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเมล็ดพันธุ์ของเอเซีย


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเมล็ดพันธุ์ของเอเซีย ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไว้ที่ 5,000 ล้านบาทในปี 2559 ในกลุ่มเมล็ดพันธุ์หลักที่มีศักยภาพ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าวโพด กลุ่มพริกมะเขือ และกลุ่มแตง

ความท้าทายของการค้าเสรี ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเพียงอย่างเดียว ภาคเกษตรกรรมเองกำลังเผชิญกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ จากแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติไปยังประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไทยต้องตั้งรับและมองหาเทคโนโลยีช่วยเสริมความแข็งแกร่ง

นายวรวัจน์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีผลกระทบต่อเนื่องกับเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งพืชหลายชนิดยังเป็นวัตถุดิบที่เป็นที่ต้องการในหลากหลายอุตสาหกรรม

ตลาดเมล็ดพันธุ์มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมที่มีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี มะเขือเทศมีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่พริกพันธุ์ลูกผสมมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี

เพราะฉะนั้น กระทรวงวิทย์ฯ จึงต้องการนำเอางานวิจัยที่เกี่ยวข้องนำมาพัฒนาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะนำพาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของเอเซีย หากสามารถผลิตวัตถุดิบที่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเข้าพืชจำนวนมากจากประเทศจีน พม่า และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะพริก ซึ่งการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ จะทำให้เกิดช่องว่างกับอุตสาหกรรมนี้พอควร

“ธุรกิจเอกชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่ทำธุรกิจรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ จากพ่อแม่พันธุ์ที่มาจากต่างประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงในกรณีเกิดการย้ายฐานการผลิต” นายวรวัจน์ฯ รมว.วท.กล่าวและแนะว่า เทคโนโลยีการผสมพันธุ์ เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี จะช่วยให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

นายวรวัจน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีนักพัฒนาพันธุ์ชาวไทย ทั้งนักวิจัย และธุรกิจเอกชนทำวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช เพื่อส่งต่อให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ แทนการรับจ้างผลิต กว่า 200 บริษัท ซึ่งก้าวต่อไปนั้นควรหันมาธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีตราสินค้าของไทยเราเอง เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดที่มากกว่า

ดังนั้น กระทรวงวิทย์ฯ จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้ง กลุ่มคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ เพื่อรวมกลุ่มอุตสาหกรรม โดยคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าวโพด กลุ่มพริก มะเขือ และกลุ่มแตง เพื่อพัฒนาเป็นพืชต้นแบบสร้างแนวทางเลือกให้เกษตรกร

โปรแกรมเมล็ดพันธุ์ สวทช. จะมุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมตราสินค้า โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไว้ที่ 5,000 ล้านบาทในปี 2559 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ที่กระทรวงวิทย์ฯ กำหนดไว้ ซึ่งมีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน

ทั้งกำหนดทิศทางส่งเสริมกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี การส่งต่อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ถึงมือเกษตรกร รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่าย โดยความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ ได้สร้างความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย จากการเพิ่มมูลค่าการส่งออกจาก 1,500 ล้านบาทในปี 2548 เป็น 3,800 ล้านบาท ในปี 2554

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้สนับสนุนและถ่ายทอดสายพันธุ์ใหม่ๆ อาทิ พันธุ์พริก “อัคนีพิโรธ” ที่มีความเผ็ดสูง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยา พันธุ์มะเขือเทศต้านทานโรคใบหงิกเหลืองและโรคเหี่ยวเขียว พันธุ์มะเขือผลเล็กต้านทานโรครากปม พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวข้าวก่ำลูกผสม พันธุ์ข้าวโพดหวานสีแดง รวมถึงเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคพืชและชุดตรวจโรคพืชสำเร็จรูป และพลาสติกโรงเรือนคัดเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมต่อการเจริญของพืช เป็นต้น

นายวรวัจน์ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีความหลากหลาย ตลอดจนมีความพร้อมด้านการพัฒนาเทคโนโลยีส่งเสริมการผลิต ซึ่งจะช่วยผลัดดันอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่กระทบรายได้ของเกษตรกร โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงของประเทศได้อย่างยั่งยืน