วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลิกโฉมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยในปี 58

พระจอมเกล้าลาดกระบัง เปิดตัวผลงานวิจัยด้านพลังงาน 3 ชิ้นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อป้องกันผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดตัวผลงานวิจัยด้านพลังงาน 3 ชิ้นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อป้องกันผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ อันได้แก่ระบบสมาร์ทกริด ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแม่แบบของการบริหารจัดการการใช้ไฟอย่างคุ้มค่าซึ่งเป็นกลไกการทำงานของซอฟท์แวร์ และระบบฐานข้อมูล ที่สามารถพัฒนาระบบไฟฟ้าให้เป็น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานที่ด้านหน้าอาคารมีสวนสีเขียวที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ ซึ่งโซล่าเซลล์เหล่านี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และสามารถต่อกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปใช้งานภายในอาคารได้ และมีการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า Net Zero Energy Buildingที่สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้กว่า 50%และสมาร์ทมิเตอร์นวัตกรรมที่สามารถช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานในบ้านได้อย่างคุ้มค่าผ่านอุปกรณ์โมบายล์

ด้วยการทำงานผ่านแอพพลิเคชั่นซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบหน่วยการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า รวมถึงการเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้ในครัวเรือนหรือในอุตสาหกรรมของตนเองได้ซึ่งหากผู้ใช้โดยเฉพาะที่เป็นครัวเรือน และคาดว่านวัตกรรมทั้ง 3 ชิ้นนำมาใช้จริงสมบูรณ์ทั้งระบบในอนาคตอันใกล้ และจะสามารถลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย โดยรวมได้ไม่ต่ำกว่า 5-10% ตลอดจน สจล. ตั้งเป้าผลิตงานวิจัยด้านพลังงานกว่า และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในปี 2556 กว่า 1,000 ชิ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. สุรินทร์ คำฝอย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ในปัจจุบัน พลังงานนับเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจ และวิทยาการต่างๆของทุกประเทศในโลก ซึ่งนับวันความต้องการในการใช้พลังงานนั้นมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ไฟฟ้า ซึ่งนับวันอัตราการใช้ไฟฟ้าของทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมนั้นเพิ่มสูงขึ้น


ในขณะที่แหล่งของพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนมากคือพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และการที่เราใช้พลังงานมากนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ อาทิ สภาวะโลกร้อน การขาดแคลนไฟฟ้า เป็นต้น ฉะนั้นควรมีการตระหนักถึงการประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนาผลงานวิจัยด้านพลังงานขึ้น เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์และนำไปช่วยเหลือสังคมได้อีกทางหนึ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับผลงานวิจัยด้านพลังงานที่ถือเป็นแม่แบบของการใช้ไฟอย่างคุ้มค่าที่สุดนั่นคือ ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าให้เป็น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อาทิ ระบบควบคุมสั่งการจ่ายไฟอัตโนมัติ (SCADA) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (SAP) ระบบศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ (พีอีเอ คอลเซ็นเตอร์ 1129) และระบบมิเตอร์อ่านหน่วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AMR) ซึ่งจะพัฒนาเป็นระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (AMI) ให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาด ที่กระจายอยู่ทั่วไป

เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อกับ กฟภ.ได้ทุกที่ ทุกเวลา และเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในภาคการคมนาคมขนส่ง เช่น รถยนต์ และรถไฟ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในอนาคต ตลอดจนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดภาวะโลกร้อน เพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยทางคณะได้พัฒนาซอฟท์แวร์ ระบบฐานข้อมูล สำหรับการบริหารจัดการดังกล่าว

ตลอดจนการใช้พลังงานไฟฟ้าด้านผู้บริโภค (Demand Side Management Center) และ โครงการวิจัยนำร่องระบบจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็กอัจฉริยะ ( Smart microgrid) เพื่อประโยชน์สูงสุด จากการใช้พลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ ยังมี อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานซึ่งเป็นอาคารที่เกิดจากความต้องการของพระจอมเกล้าลาดกระบังและกระทรวงพลังงาน เพื่อให้อาคารดังกล่าวเป็นต้นแบบของอาคารที่มีการใช้ไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่า มากที่สุด และมีการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า Net Zero Energy Building

ด้วยการบริหารการใช้ไฟฟ้าจากระบบสมาร์ทกริดซึ่งลักษณะของตัวอาคารเป็นอาคารสูง ด้านหน้าอาคารมีสวนสีเขียวที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ ซึ่งโซล่าเซลล์เหล่านี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และสามารถต่อกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปใช้งานภายในอาคารได้ สำหรับหลังคาของตัวอาคารก็มีการฉีดโฟมกันความร้อนและปูทับด้วยโซล่าเซลล์อีกชั้นหนึ่ง เพื่อลดความร้อนจากภายนอกอาคารที่จะเข้ามากระทบภายในตัวอาคาร นอกจากนี้ ผนังของอาคารก็มีกันความร้อนด้วยเช่นกัน โดยผลิตจาก Metal Sheet ตรงกลางปูทับด้วยโฟม และใช้โพลีคาร์บอเนตเคลือบทับ ซึ่งทำให้ผนังของอาคารกันความร้อนได้ดีขึ้น ซึ่งหากประเมินในภาพรวม อาคารต้นแบบนี้ สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้กว่า 50% ซึ่งหากองค์กรหรือบริษัทสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างอาคารได้ เพื่อช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในแบบเดิม โดยงบประมาณของการลงทุนนั้นอยู่ที่ประมาณ 20-40 ล้านบาท

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิศิษฏ์ หิรัญกิตติ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมซอฟต์แวร์นานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติ ผู้คิดค้นและออกแบบผลงานวิจัยสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อพัฒนาต้นแบบสมาร์ทมิเตอร์ในเชิงอุตสาหกรรม โดยสามารถรองรับระบบสมาร์ทกริดของประเทศในอนาคตได้ ซึ่งสมาร์ทมิเตอร์นี้ สามารถช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานในบ้านได้อย่างคุ้มค่าผ่านอุปกรณ์โมบายล์ด้วยการทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น

ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบหน่วยการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า รวมถึงการเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้ในครัวเรือนหรือในอุตสาหกรรมของตนเองได้ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ในมิเตอร์ได้ เช่น ไฟเกิน การขโมยใช้ไฟ เป็นต้น โดยระบบสมาร์ทมิเตอร์สามารถแจ้งปริมาณการใช้ไฟทั่วประเทศได้ทุก 15 นาที และทราบถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเขตพื้นที่อีกด้วย ซึ่งหากผู้ใช้โดยเฉพาะที่เป็นครัวเรือน ทราบถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าและลดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือประมาณ 100 หน่วย ต่อวัน ก็จะสามารถทำให้ลดการใช้พลังงานของประเทศโดยรวมได้ไม่ต่ำกว่า 5-10% ได้


สำหรับผลงานวิจัยด้านพลังงานทั้ง 3 ชิ้นที่กล่าวมานี้ เป็นผลงานจากความร่วมมือของ สจล. และการฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็นผลงานวิจัยที่มีคุณค่าและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลดการใช้พลังงาน และสามารถนำพลังงานทางเลือกอื่นมาใช้ทดแทนได้ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ จะพยายามต่อยอดผลงานวิจัยดังกล่าวให้เกิดประสิทธิผลได้อย่างสูงสุด และสามารถทำงานร่วมกับงานวิจัยด้านพลังงานชิ้นอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ สถาบันตั้งเป้าพัฒนาผลงานวิจัยด้านพลังงาน ทั้งในเรื่องของพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานที่ประชากรโลกอาจต้องเผชิญในอนาคต หากยังไม่มีการหันมาใส่ใจกับการอนุรักษ์พลังงานกันอย่างจริงจัง และเพื่อตอกย้ำเป้าหมายของสถาบันในการเร่งพัฒนางานวิจัยที่มีคุณค่าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในปี 2556 กว่า 1,000 ชิ้นอาจารย์ สุรินทร์ กล่าวสรุป