รัฐอย่ายุ่ง ยุ่งเป็นมึน

รัฐอย่ายุ่ง ยุ่งเป็นมึน

ดร.การดี วิพากษ์นโยบายรัฐบาลในเรื่องอุสาหกรรมสร้างสรรค์ ในมุมมองของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ

จากที่มีโอกาสลงพื้นที่สัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดกลางที่เข้มแข็งแล้วหรือ SME และ Micro Enterprise ที่กำลังดิ้นรนกับธุรกิจแนวคิดสร้างสรรค์ของตัวในวันนี้ ก็พบว่ามีแนวคิดความต้องการในการสนับสนุนจากทางภาครัฐที่คล้ายคลึงกัน คือ “รัฐอย่ายุ่งมาก ยุ่งแล้วมึนทุกที” ฟังแล้วแทบหยุดหายใจ!
แต่ก็อาจจะจริงเช่นเมื่อตอนตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เถียงกันไม่จบใครควรได้ ใครไม่เกี่ยว ถ้าไม่ต้องมานั่งรอความหวังและการตัดสินใจที่พลิกไปมา ผู้ประกอบการคงมีเอาเวลาไปทำอย่างอื่นไปแล้ว

แต่ประโยคที่ว่านี้ ไม่ใช่แปลว่ารัฐไม่ควรทำอะไร หรือนโยบายไม่ต้องมี แต่กำลังสื่อว่าหน้าที่ในระดับนโยบายควรเป็นการสร้างระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการเกิดใหม่ของธุรกิจสร้างสรรค์มากกว่า อย่างเช่น

ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามอุตสาหกรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและธุรกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้โดยอุตสาหกรรมได้รับแรงผลักดันในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการบูรณาการองค์ความรู้จะช่วยให้เกิดกลไกและองค์ความรู้ใหม่และคุณค่าใหม่ในอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น การทำความเข้าใจภูมิปัญญา วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวล้านนา องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำมาต่อยอดเป็นการออกแบบ งานฝีมือและหัตถกรรม การคิดค้นขั้นตอนการบริการต่างๆ การสนับสนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และอาหาร เป็นต้น

เปลี่ยนมุมคิด ส่งเสริมให้เกิดการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณค่าใหม่– Culture is to “reserve” or to “enhance”? ดิฉันคิดว่าวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทุกวัน และในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เสน่ห์ที่สำคัญคือการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบใหม่และเทคโนโลยีใหม่อย่างกลมกลืนรวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าจากการสร้างเรื่องราวและที่มาเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งนี้เป็นรายละเอียดที่ชนชาติอื่นนั้นลอกเลียนไม่ได้ สิ่งที่จำเป็นอีกประการคือการวิจัย พัฒนา พร้อมที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับยุคสมัยและวิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคสมัยใหม่พร้อมทั้งการสื่อสารทางการตลาด และปรับปรุงพัฒนาสินค้า การดึงเสน่ห์ออกมาให้สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน สร้างความผูกพันกับวิถีชีวิต ส่งผลทำให้เกิดการซื้อซ้ำ และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้

ตัวอย่างโครงการ Thailand Planet ริเริ่มโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และโครงการDigital Craft โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)ที่นำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยมานำเสนออยู่ในโลกเสมือนจริง (Virtual World) ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเกมส์ออนไลน์ที่มีรากฐานมาจากวรรณคดีและเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย นับว่าเป็นการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีได้อย่างงดงาม

การกำหนดมาตรฐานหรือการสร้างกระบวนการรับรองคุณภาพจะสามารถช่วยยกระดับกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับศิลปะหรือที่มีความผันผวนสูง ให้มีระดับมาตรฐานที่ชัดเจน และยังช่วยให้การสื่อสารด้านคุณค่าและด้านการตลาดเป็นไปได้อย่างชัดเจนมากขึ้น การกำหนดมาตรฐานหรือการสร้างกระบวนการรับรองคุณภาพจึงถือว่าเป็นกระบวนการเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ได้ แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าการกำหนดมาตรฐานไม่ใช่เป็นการตั้งกฎเกณฑ์อย่างที่เราคุ้นเคย ถ้าลงมือปฏิบัติด้วยความไม่เข้าใจ อันนี้นี่แหละก็อาจเข้าข่าย “รัฐอย่ายุ่งมาก” ก็เป็นได้

*ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์

Assistant Professor Karndee Leopairote, Ph.D.
Operations Management Department
Thammasat Business School

Facebook / Twitter: karndee
www.karndee.com