สตรีทแวร์ของบุตรโทน

สตรีทแวร์ของบุตรโทน

แบรนด์เครื่องแต่งกายที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรมโครงสร้าง อวดความทันสมัยและหรูหราของดีไซเนอร์

'ดิ โอนลี่ ซัน' (The Only Son) แบรนด์เครื่องแต่งกายที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรมโครงสร้าง อวดความทันสมัยและหรูหราของดีไซเนอร์ ที่บ่มเพาะประสบการณ์จากแบรนด์แฟชั่นชื่อดังในต่างแดน

ด้วยชื่อของ ดิ โอนลี่ ซัน แปลตรงตัวคือบุตรชายคนเดียว มาจากชื่อของ "เอกบุตร อุดมผล" ผู้สร้างแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอความเป็นตัวตนผ่านผลงานการออกแบบของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็น การชอบสไตล์ที่มีความดิบซึ่งได้ถ่ายทอดผ่านการใช้วัสดุอย่างหิน โครงเหล็กดัด หรือพื้นผิวที่มีทั้งความขรุขระและความเรียบอยู่ด้วยกัน

ฉะนั้น ความโดดเด่นของแบรนด์นี้จึงเป็นเสื้อผ้าสตรีทแวร์ ที่ผสมผสานทั้งความเท่ เรียบง่ายกับความคมกริบแบบบูติคแวร์ในเวลาเดียวกัน

ออกแบบผสมโครงสร้าง

เอกบุตรสำเร็จการศึกษาด้านแฟชั่นดีไซน์จาก Sydney Institute of Technology แต่ระหว่างการเล่าเรียน เขาเริ่มต้นสั่งสมฝีไม้ลายมือด้วยการทำงานเป็นดีไซเนอร์อิสระให้กับแบรนด์ Ksubi ต่อด้วยแบรนด์ Sass & Bide ในปี 2547 จากนั้นถูกเรียกตัวเข้าไปรับตำแหน่งดีไซเนอร์ให้กับแบรนด์ดังประจำนิวยอร์กแฟชั่นวีค อย่าง Imitation of Christ ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นได้หล่อหลอมความเป็นตัวอันมีเอกลักษณ์และมุมมองทางธุรกิจให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

ครั้งเมื่อกลับมากรุงเทพฯ ในปี 2552 จึงเป็นโอกาสอันดีที่เอกบุตรได้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ชัดเจนของตนเองผ่านทางแบรนด์ใหม่ โดยออกแบบเครื่องแต่งกายสไตล์ยูนิเซ็กส์ หรือสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ให้ภาพของคนรุ่นใหม่หรือ Urban Modernist ที่ชื่นชอบความมีเอกลักษณ์ ทั้งยังให้ความสำคัญกับวัสดุ การตัดเย็บรวมถึงฟังก์ชันใช้สอย

ดิ โอนลี่ ซัน จะปล่อยของ 2 คอลเลคชันต่อปี และคอลเลคชันล่าสุดในชื่อ Entablature เปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ผสมผสานเทคนิคการซ่อนตะเข็บและการพับที่เป็นสัญลักษณ์ของคอลเลคชัน หยิบความหรูของผ้าซาตินเนื้อดี มาผ่านกระบวนการพิเศษเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสคล้ายกับชิ้นหนัง แต่ยังคงความเบาลื่นอย่างผ้าไหมส่วนชิ้นพิเศษอย่างเสื้อนอกและโค้ทนั้นตัดเย็บขึ้นจากหนังแกะฟอก และผ้าทอขนสัตว์ ในขณะที่เสื้อทอขนแกะเมอริโนก็ถูกออกแบบเป็นลายทอพิเศษ เหมืองานแกะไม้จากยุคเรเนซองซ์

การออกแบบเสื้อผ้าคอลลเคชันนี้ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากภาพ Entablature Paintings หนึ่งในงานศิลปะชิ้นเด่นของศิลปินชื่อดังชาวอเมริกัน รอย ลิชเทนสไตน์ และ Wood ประติมากรรมจากไม้ท่อนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของศิลปินแนวร่วมมินิมัลลิสม์อย่างคาร์ล อังเดร

เปิดตลาดแบบ Outside-In

จุดแข็งทั้งในเรื่องของวัสดุที่เลือกใช้ คุณภาพการตัดเย็บ เอกบุตรจึงวางเป้าหมายไว้ในกลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน และคนทำงานที่มีกำลังซื้อ โดยตั้งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-30,000 บาท รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบงานออกแบบและเสื้อผ้าที่มีรายละเอียด

"ตลาดไทยถือเป็นการเริ่มต้น หลังจากประสบความสำเร็จในการทำตลาดต่างประเทศมาแล้ว ซึ่งให้การตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่นและฮ่องกง เนื่องจากการนำเสนอความเป็นแบรนด์ไทย ผสานประสบการณ์ด้านแฟชั่นแบรนด์นอก" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างกัน ความต้องการก็ต่างกัน อังกฤษชอบดีไซน์และความสดใหม่ สหรัฐเน้นเชิงพาณิชย์หรือแนวสตรีทแวร์ ในขณะที่คนไทยก็มีเซนส์ในการเลือกซื้อที่แตกต่าง บ้างตามกระแส บ้างก็ชอบดีไซน์

ปัจจุบัน ตลาดใหญ่ของแบรนด์คือ อังกฤษถือเป็น 50% ของรายได้ ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 30% ส่วน 20% ที่เหลือคือเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น รือฮ่องกง สำหรับประเทศไทยซึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่สยามเซนเตอร์ พบว่าไตรมาสของปีนี้อยู่ในระดับน่าพอใจ ลูกค้ากว่า 60% เป็นต่างชาติ ในขณะที่คนไทย 40%

"ตอนนี้มีลูกค้าที่สิงคโปร์สนใจ แต่ต้องรอให้ตลาดไทยอยู่ตัวก่อน ซึ่งดูจากร้านที่จะเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่มีแผนจะเปิดในช่วงปลายปี 2556 โดยจะต้องสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น"

สำหรับอนาคต งานออกแบบจะมีคอลเล็คชั่นที่ใหญ่ขึ้น เพิ่มรายละเอียดของงานให้มากขึ้น เพื่อแสดงตัวตน เพราะต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดคือ การเป็นดิ โอลนี่ ซัน ที่ทุกคนรู้จักและยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ