'ไทยบิสป้า'ผนึกรัฐ - เอกชนสานฝันสตาร์ทอัพเลือดไทย

'ไทยบิสป้า'ผนึกรัฐ - เอกชนสานฝันสตาร์ทอัพเลือดไทย

‘ไทย-บิสป้า’ จับมือภาครัฐ-เอกชน สานฝันผู้ประกอบการหน้าใหม่ผ่านศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ตั้งเป้าดึงงานวิจัยสัญชาติไทยสู่เชิงพาณิชย์

พร้อมหนุนนโยบายรัฐเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาแตะ 2% จีดีพีภายใน 10 ปี ชี้ไบโอ เคมีคัล ไอที การแพทย์ 3 ธุรกิจเด่น

นางชัชนาถ เทพธรานนท์ นายกสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (ไทย-บิสป้า) กล่าวว่า โอกาสที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ของประเทศไทยจะแจ้งเกิดยังมีอยู่น้อยมาก เนื่องจากขาดงบการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และความเชี่ยวชาญเชิงธุรกิจ โดยบริษัทเกิดใหม่ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะทางธุรกิจมีโอกาสล้มเหลวได้ถึง 90% หากได้รับโอกาสสัดส่วนจะลดลงเหลือ 10%

"ส่วนใหญ่มักติดปัญหาด้านงบประมาณการตั้งต้น ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ทำหน้าที่บ่มเพาะธุรกิจในประเทศกว่า 90% เป็นภาครัฐ ทำให้บางครั้งมีข้อจำกัดที่ไม่ว่องไวมากพอต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด"

ข้อมูลระบุว่า งบการลงทุนสำหรับงานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยมีสัดส่วน 0.25% ของจีดีพี แต่นโยบายภาครัฐที่กำลังผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งแนวโน้มที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่สนใจเข้ามาร่วมสนับสนุนมากขึ้นจะทำให้สถานการณ์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และมีโอกาสที่รัฐบาลต้องการเพิ่มเป็น 2% ของจีดีพี ภายใน 10 ปีจะเป็นจริงได้ สัดส่วนจะเปลี่ยนจากการสนับสนุนภาครัฐ 60% เอกชน 40% กลายเป็น 30% ต่อ 70%

“ขณะที่กลไกการบ่มเพาะธุรกิจของภาครัฐตอบโจทย์ด้านความไวและการผลักดันสู่ตลาดระดับโลกไม่ได้ดีพอ ภาคเอกชนจะกลายเป็นช่องทางใหม่ โดยเทคโนโลยีไอซีทีจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากรูปแบบการพัฒนาของธุรกิจและเทคโนโลยีมุ่งเป้าไปที่การแข่งขันเวทีระดับโลก”

นอกจากนี้ สภาพการแข่งขันทางด้านการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ และกฎเกณฑ์ภาครัฐที่เอื้อต่อการทำวิจัยและพัฒนาจะทำให้ปีนี้บริษัทขนาดใหญ่เพิ่มงบประมาณการวิจัย โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำวิจัยเอง ขณะที่บางส่วนเท่านั้นจะนำงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยต่างๆ ไปพัฒนาร่วมซึ่งส่วนนี้ต้องช่วยกันผลักดันให้นำไปต่อยอดมากขึ้น

พร้อมกันนี้ยังพบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า นวัตกรรมไบโอเทคโนโลยีได้สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่จับตามองจากต่างประเทศ ไทยควรนำจุดนี้มาจุดเด่นเพื่อสร้างตลาดและสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยรุ่นใหม่ จากนี้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาของภาครัฐจะหลากหลายและเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยจากสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการบ่มเพาะธุรกิจร่วมระหว่างประเทศจะเริ่มเกิดขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อการวิจัยและพัฒนาระยะยาว

ส่วนสมาคมในฐานะศูนย์กลางเครือข่ายกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศ ปีนี้เตรียมผสานความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนศูนย์บ่มเพราะต่างๆ ให้พัฒนาและเพิ่มจำนวนบุคลากรประจำที่เชี่ยวชาญ หวังให้มีผู้ผ่านหลักสูตรขององค์การนานาชาติรวมไม่ต่ำกว่า 40 คน พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินการจะครอบคลุมการจัดสัมมนา เวิร์คชอป การฝึกอบรม การสมัครเข้าเป็นสมาชิกวงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การจัดประกวดและคัดเลือกผู้ประกอบการส่งเข้าประกวดในเวทีสากล รวมทั้งการจัดทำทำเนียบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ทำเนียบผู้ประกอบการ การจับคู่ธุรกิจ และการประกันคุณภาพระบบบริการของศูนย์บ่มเพาะ

จากปัจจุบันมีสมาชิก 33 รายหวังเพิ่มขึ้น 80% ของจำนวนศูนย์บ่มเพาะทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 60 ราย

“งานของเราจะครอบคลุมทั้งการพัฒนาคน ขยายเครือข่ายพันธมิตร ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวไปแข่งขันเวทีระดับโลก พร้อมสนับสนุนให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ ด้วยมองว่าผู้ที่จะอยู่รอดต่อได้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ ความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีจากการวิจัยและพัฒนา รวมถึงบิสิเนสโมเดลที่เหมาะกับความต้องการของตลาด ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ เติบโตได้ดี 3 อันดับแรก ได้แก่ ไบโอ เคมิคัล, ไอที และการแพทย์ตามลำดับ"

ขณะเดียวกัน เตรียมจัดงานไทย บิสป้า เดย์ (Thai-BISPA Day) 18 มี.ค. หัวข้อ "กลยุทธ์สุดยอด สร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์จากเทคโนโลยี ไฮไลต์เวทีสัมมนามีทั้งวิทยากรจากซิลิคอนวัลเลย์ นักพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศอินเดีย พร้อมกิจกรรมผู้ประกอบการพบนักลงทุน และการจัดแสดงผลงานวิจัยที่โดดเด่นหลากหลายสาขาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ