ประสบการณ์ 75 ปีในตลาดค้าข้าวของ "หงษ์ทอง" เดินมาถึงจุดเปลี่ยนจากข้าวสารบรรจุถุงมาเป็น "ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม" เพื่อตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพ
เรื่องโดย กานต์ดา บุญเถื่อน
ประสบการณ์ 75 ปีในตลาดค้าข้าวของ "หงษ์ทอง" เดินมาถึงจุดเปลี่ยนจากข้าวสารบรรจุถุงมาเป็น "ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม" ขยับเข้าใกล้การตลาดแนวฟังก์ชันนอลฟู้ด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ แต่มีวิถีชีวิตเร่งรีบในเมืองกรุง
เมื่อกลางปีที่แล้วข้างหงษ์ทองได้ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรวมถึงเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมข้าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังจากส่ง“ข้าวสุกพร้อมบริโภค”ออกสู่ตลาดในปี 2553 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมลอตแรกจากห้องปฏิบัติการวิจัย
ถึงเวลาเปลี่ยน
สุฑีร์ ธีระกิตติพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บีเอสซีเอ็ม ฟูดส์ จำกัด ในเครือบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด มีภารกิจในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากข้าว กล่าวว่า ประสบการณ์ในการค้าข้าวมาตลอด 75 ปี ทำให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับข้าวตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวจนถึงการนำไปขาย และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะต้องนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ภายใต้กรอบความคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่ สินค้าที่ต่อยอดมาจากวัตถุดิบข้าวไทยที่มีชื่อเสียง สินค้าที่เน้นเรื่องของสุขภาพของผู้บริโภค และสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่สามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
บริษัทเริ่มทำวิจัยและพัฒนาข้าวในปี 2551 กับผลิตภัณฑ์ข้าวลอตแรก “ข้าวสุกพร้อมบริโภค” ซึ่งแบ่งเป็น 9 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวขาวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวแดง ข้าวหอมนิล ข้าวกล้องงอก ข้าวแดงงอก ข้าวหอมนิลงอก ข้าวผัดธัญพืชที่มีส่วนผสมของลูกเดือย แครอทและข้าวโพด ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงทดลองตลาดในออสเตรเลียและอเมริกา
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีจุดเด่นตรงที่เก็บรักษาได้นานถึง 18 เดือนในอุณหภูมิห้อง รับประทานได้ทันทีไม่ต้องอุ่น หรือจะอุ่นในไมโครเวฟเพื่อให้ร้อนก่อนกินก็ได้
ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ระหว่างต่อยอดให้ข้าวสุกที่พัฒนาได้ กลายเป็นข้าวชุดพร้อมกินเคียงคู่กับกับข้าวอีกหลายเมนู เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภค ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีอยู่แล้วหลายแบรนด์ โดยเริ่มแรกอาจเป็นการจับคู่ธุรกิจกับบริษัทที่รับทำกับข้าวสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐานเพราะการผลิตเองต้องลงทุนอีกมาก
นอกจากการแปรรูปข้าวพร้อมรับประทาน บีเอสซีเอ็มฟูดส์ยังแปรรูปวัตถุดิบข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มให้พลังงาน และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำนมข้าวอีกด้วย คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้จะทำตลาดอย่างจริงจังได้
กระแสนวัตกรรมไม่ตกเทรนด์
“เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีเวลาใส่ใจกับการปรุงอาหารกินเองน้อยลง และเลือกที่จะบริโภคอาหารสำเร็จรูปหรือตามร้านสะดวกซื้อกันมากขึ้น โดยเฉพาะออสเตรเลียและอเมริกาที่มีคนไทยไปอาศัยอยู่มาก และน่าจะเป็นช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวได้ดี” ผู้บริหารจากแบรนด์ข้าวหงษ์ทอง กล่าว
ปีนี้บริษัทวางงบไว้สำหรับสนับสนุนนวัตกรรมข้าว 1% ของยอดขาย หรือประมาณ 1.5-2 ล้านบาท เพื่อต่อยอดวัตถุดิบข้าวให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับองค์กรวิจัยต่างๆ เช่น สถาบันวิจัยค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการพัฒนาเครื่องดื่มให้พลังงานจากข้าว
ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวในระยะแรกอาจเริ่มทำตลาดในต่างประเทศก่อน เพราะด้วยต้นทุนการวิจัยและพัฒนาอาจทำให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้มีราคาสูง และผู้บริโภคคนไทยอาจยังลังเลที่จะตัดสินใจซื้อก็ได้ ประกอบกับมีผลิตภัณฑ์ที่ครองตลาดมาก่อน จึงต้องอาศัยเวลาศึกษาและทำตลาดอีกมาก
“ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม บางครั้งผู้บริโภคคนไทยอาจยังไม่เห็นความสำคัญว่า ทำไมต้องซื้อทั้งที่ราคาแพงและเลือกที่จะซื้อในลักษณะที่คล้ายกันแต่มีราคาถูกกว่า เพราะเขาขาดความเข้าใจในเรื่องของต้นทุนการพัฒนาและการผลิต ว่ากว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาต้องใช้ทุนในการวิจัยและระยะเวลาในการลองผิดลองถูกอย่างมาก ทำให้เมื่อสินค้าพร้อมวางจำหน่ายจึงมีราคาที่แพงกว่าสินค้าปกติ” สุฑีร์ กล่าว
เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พร้อมทำตลาดออกมาแล้ว ไม่ใช่จะขายได้เดี๋ยวนั้น ยังต้องมีการประเมินต้นทุนการผลิตและหาวัสดุทดแทน เพื่อปรับต้นทุนให้ต่ำลงและเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มให้ได้ จึงจะถือว่าเป็นความสำเร็จของ"สินค้านวัตกรรม"


