เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ส่งสัญญาณก้าวข้าม “สงครามราคา” มุ่งยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทุ่มลงทุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติลึกถึงระดับสาขาปลายทาง เพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำจัดส่ง รองรับตลาดพัสดุไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องมากกว่า 40% ต่อปี
KEY POINTS
- เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ปรับกลยุทธ์สู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา
- ทุ่มลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งพัสดุ
- การลงทุนนี้มีขึ้นเพื่อรองรับตลาดพัสดุในประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 40% ต่อปี
- นำระบบคัดแยกอัตโนมัติที่ใช้ AI ไปใช้ในระดับสาขาปลายทาง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคัดแยกและความแม่นยำสูงกว่า 99%
เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ส่งสัญญาณก้าวข้าม “สงครามราคา” มุ่งยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ทุ่มลงทุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติลึกถึงระดับสาขาปลายทาง เพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำจัดส่ง รองรับตลาดพัสดุไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องมากกว่า 40% ต่อปี
การแข่งขันในตลาดจัดส่งพัสดุขนาดเล็ก (Small Packet) ของประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เมื่อสมรภูมิที่เคยห้ำหั่นกันด้วยสงครามราคาเริ่มแปรเปลี่ยนทิศทางอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบในระยะยาวได้ขยับไปสู่ ‘ความเร็ว’ ในการจัดส่ง ความคุ้มค่าด้านต้นทุน คุณภาพการให้บริการ และศักยภาพการดำเนินงาน ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
นางสาว วินนี่ หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” โดยสะท้อนมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมว่า บริษัทยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคัดแยกพัสดุอัตโนมัติ และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมความน่าเชื่อถือของบริการ และรองรับการเติบโตของปริมาณพัสดุในอนาคต
การยกระดับองค์กรครั้งสำคัญนี้ J&T Express กำลังเดินหน้าปรับตำแหน่งยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Integrated Logistics Provider) ที่ครอบคลุมทั้งบริการจัดส่งพัสดุ คลังสินค้า โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ตลอดจนศักยภาพการขนส่งและเครือข่ายบริการปลายทาง
ทั้งนี้ เธอ เน้นย้ำถึงเป้าหมายในการนำความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามาเป็นจุดตั้งต้น เพื่อพัฒนาโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นสูงสำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ลูกค้าองค์กร และผู้บริโภคทั่วไป ควบคู่ไปกับการเร่งลงทุนในระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ
ผลลัพธ์จากยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตอันแข็งแกร่ง ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 J&T Express มียอดจัดส่งพัสดุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกว่า 5,500 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 71.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นปริมาณเฉลี่ยสูงกว่า 30 ล้านชิ้นต่อวัน โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จนี้ ด้วยสถิติตลอด 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งปริมาณพัสดุในไทยขยายตัวมากกว่า 40% ต่อปีอย่างมั่นคง
เพื่อรับมือกับปริมาณพัสดุมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญส่งเสริมการขายขนาดใหญ่ บริษัทได้ติดตั้งระบบคัดแยกพัสดุอัตโนมัติรวม 26 ชุดในศูนย์คัดแยกหลักทั่วประเทศ ซึ่งสามารถประมวลผลพัสดุได้สูงสุดมากกว่า 20 ล้านชิ้นต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้ต่อยอดเทคโนโลยีจากศูนย์คัดแยกใหญ่ลงลึกสู่ระดับสาขาปลายทาง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2568 บริษัทได้เริ่มนำระบบคัดแยกอัตโนมัติระดับอุตสาหกรรมที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI ในการจดจำภาพและกล้องอัจฉริยะอ่านรหัสปลายทางมาใช้ในสาขารับส่งพัสดุ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการคัดแยกขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับแรงงานคน และมีความแม่นยำสูงกว่า 99% ส่งผลให้ในครึ่งแรกของปี 2569 สาขาในประเทศไทยประมาณ 50% มีการใช้งานอุปกรณ์อัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติแล้ว และพร้อมขยายผลอย่างต่อเนื่อง
หมุดหมายสำคัญของ J&T Express คือ การนำนวัตกรรมและระบบอัตโนมัติมาช่วยยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมจัดส่งพัสดุไทย
“บริการจัดส่งพัสดุถือเป็นบริการพื้นฐานที่ควรมีความสะดวก ง่ายดาย และมีราคาที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น บริษัทจึงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายบริการผ่าน J&T Home, J&T Station บริการเข้ารับพัสดุถึงบ้าน (Door-step Pickup) รวมถึงการสร้างความร่วมมือออฟไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภค ร้านค้าขนาดเล็ก และร้านค้าชุมชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม”





