การใช้งาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในองค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากช่วงทดลองและนำร่อง ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรอย่างชัดเจนมากขึ้น
ผลการศึกษาโดย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ร่วมกับ ไอดีซี และ อินเทล ระบุว่า 48% ขององค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนในภูมิภาค ได้เริ่มนำ “AI PC” มาใช้งานแล้ว ขณะที่ 89% ให้ความสำคัญกับความสามารถด้าน AI เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อพีซีในอนาคต
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า AI ไม่ได้อยู่ในขั้นทดลองอีกต่อไป แต่กำลังถูกฝังเข้าไปในกระบวนการทำงานจริงขององค์กร ตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไปไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะทาง
จาซินตา ควาห์ รองประธาน กลุ่มโซลูชันไคลเอนต์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า AI PC และเวิร์กสเตชันไม่ได้เป็นแค่กลุ่มอุปกรณ์ที่มีการอัปเกรดใหม่เท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานสำหรับ AI ระดับองค์กรที่พร้อมรองรับอนาคต และเฟสถัดไปของ Enterprise AI
แจ็ค หวง ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาค กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมเมอร์เชียล ไคลเอนต์ พีซี และช่องทางการจำหน่าย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น อินเทล กล่าวว่า AI กำลังสร้างความต้องการใหม่ด้านการประมวลผล ซึ่งต้องอาศัยทั้งความอัจฉริยะบนอุปกรณ์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ไบรอัน มา รองประธาน กลุ่มอุปกรณ์ไคลเอนต์ ไอดีซี กล่าวว่า ในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าจะมีโมเดลที่ให้ศักยภาพสูงมากซึ่งจะทำงานบนพีซีได้เหนือชั้นเกินความสามารถปัจจุบันไปมาก ขณะเดียวกันองค์กรก็จะยังคงพึ่งพาเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูงสำหรับพัฒนา AI ขั้นสูงและเวิร์กโหลดเฉพาะทาง
‘เวิร์กสเตชัน’ ยังคงเป็นแกนหลัก
หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือการเปลี่ยนสู่สภาพแวดล้อม AI แบบ “กระจายศูนย์” (decentralized AI) ซึ่งย้ายความสามารถในการประมวลผลบางส่วนจากศูนย์ข้อมูลหรือคลาวด์ มาสู่อุปกรณ์ปลายทาง
แนวทางนี้ช่วยลดความหน่วง เพิ่มความเร็วในการตอบสนอง และรองรับการทำงานแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ข้อมูลเฉพาะบุคคลหรือมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสูง ส่งผลให้อุปกรณ์ปลายทางอย่าง AI PC กลายเป็น “จุดประมวลผล” ที่มีบทบาทมากขึ้น
แม้ AI PC จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่เวิร์กสเตชันยังคงเป็นโครงสร้างสำคัญสำหรับงานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง โดย 95% ขององค์กรคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อโครงการ AI ในช่วงสองปีข้างหน้า และ 50% ระบุว่าจะใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการพัฒนา AI
เวิร์กสเตชันถูกใช้งานในกระบวนการสำคัญ เช่น การเตรียมข้อมูล การปรับแต่งโมเดล และการฝึกโมเดล ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสิทธิภาพ ความเสถียร และความหน่วงต่ำ
ภาพรวมขององค์กรจึงกำลังเปลี่ยนไปสู่โครงสร้าง AI แบบ “ผสมผสาน” ที่ใช้ทั้งอุปกรณ์ปลายทางและระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงควบคู่กัน
AI PC รองรับงานประจำวัน เช่น การสร้างเอกสาร การสรุปข้อมูล การประชุมอัจฉริยะ และการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ขณะที่เวิร์กสเตชันรองรับงานเฉพาะทาง เช่น การจำลอง การเรนเดอร์ และการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง
ประสิทธิภาพงานเพิ่ม ผลลัพธ์เริ่มชัด
ในเชิงผลลัพธ์ทางธุรกิจ องค์กรที่ใช้ AI PC ในสัดส่วนมากกว่า 50% สามารถประหยัดเวลาการทำงานของพนักงานได้เฉลี่ย 2.17 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพได้ราว 30%
นอกจากนี้ ยังเปิดทางสู่รูปแบบการทำงานใหม่ เช่น การค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ การสร้างคอนเทนต์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น ตั้งแต่ฝ่ายขาย การเงิน ไปจนถึงทรัพยากรบุคคล
แนวโน้มการลงทุนสะท้อนชัดว่า AI PC กำลังถูกมองเป็นมากกว่าอุปกรณ์ทั่วไป โดย 65% ขององค์กรในภูมิภาคระบุว่ายินดีจ่ายเพิ่มในระดับ 10% หรือมากกว่า เพื่อแลกกับความสามารถด้าน AI
ขณะเดียวกันกว่า 80% ขององค์กรเชื่อว่า AI PC จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการนำ AI เอเจนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้งาน โดย 84% คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ 78% มองถึงประโยชน์ด้านความปลอดภัย และ 77% ชี้ถึงข้อได้เปรียบด้านต้นทุน
ขยายทั่วภูมิภาค สร้างมูลค่าระยะยาว
การนำ AI PC มาใช้กำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยออสเตรเลียมีสัดส่วนองค์กรที่เริ่มใช้งานสูงสุดที่ 65% ตามด้วยไทย 60% ฟิลิปปินส์ 58% สิงคโปร์ 54% อินเดีย 51% และมาเลเซีย 45% ขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน อยู่ในช่วง 37–39%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการยอมรับ AI กำลังขยายตัวในวงกว้าง แม้ระดับความพร้อมในแต่ละตลาดจะยังแตกต่างกัน
ในระยะถัดไป การแข่งขันด้าน AI ขององค์กรจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดวางเวิร์กโหลดให้เหมาะสม
AI PC จะช่วยขยายการใช้งาน AI ไปสู่พนักงานในทุกระดับ ขณะที่เวิร์กสเตชันยังคงเป็นหัวใจของงานพัฒนาและนวัตกรรมขั้นสูง
เมื่อทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้องค์กรสามารถเร่งการใช้ AI ได้เร็วขึ้น ควบคุมได้ดีขึ้น และสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ในระยะยาว





