‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ดันอาณาจักรซีพีร่วมเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดึงความเชี่ยวชาญเชิงลึกอุตฯ ในเครือยกระดับสู่ “ศูนย์การเรียนรู้” กางโรดแมปปั้นไทยฮับ ‘เศรษฐกิจ-เทคโนโลยี’ ชูโมเดลพัฒนาคน-สตาร์ตอัป สร้าง ‘อินโนเวชัน คลัสเตอร์’ เทียบซิลิคอนวัลเลย์ แนะไทยเดินแผนพลังงานรับดาตาเซนเตอร์ หนุนภาคเกษตรต่อยอด ‘ทุเรียนไทย’ ปลื้มทรูควบดีแทคครบ 3 ปีหลอมวัฒนธรรมเกือบ 100%
KEY POINTS
- เครือซีพีเปิดยุทธศาสตร์ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอาเซียน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการสร้างคน
- ต่อยอด และยกระดับสถานประกอบการใน เครือซีพี ที่เชี่ยวชาญเชิงลึกให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้” (Learning Center)
- เสนอแนวทางสร้างคลัสเตอร์นวัตกรรม สนับสนุนสตาร์ตอัป 2 แสนทีม และพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้า และการขนส่งของภูมิภาค
- 3 ปีควบ ‘ทรู ดีแทค’ หลอมวัฒนธรรมเกือบ100% มองภาพอนาคต ทรู เน้น 3 แกนหลัก 1.Digital Media 2. Cloud และ 3. AI ที่พร้อมยกระดับสู่การเป็น Tech Company อย่างเต็มตัว
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ True เปิดยุทธศาสตร์สำคัญดันอาณาจักรซีพี ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ของอาเซียน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
รวมทั้งเน้นยุทธศาสตร์หลักในหลายมิติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ระหว่างการเข้าพบเพื่ออวยพรวันปีใหม่ของคณะผู้บริหารสื่อในเครือเนชั่น เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.2569
ยกระดับอุตฯในเครือสู่ Learning Center
ประธานใหญ่ของเครือ ซีพี กล่าวถึงแผนการต่อยอด และยกระดับสถานประกอบการในเครือที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้” (Learning Center) ที่เข้าถึงได้สำหรับระบบการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้เด็กนักเรียน และนักศึกษาได้เข้าฝึกงาน และเรียนรู้เทคโนโลยีจริง
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งหน่วยงาน Center of Excellence (CE) เพื่อดูแลด้านเทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นความตั้งใจว่าทำอย่างให้บริษัทเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย
หนึ่งในนวัตกรรมไฮไลต์ เช่น โครงการ “ไก่อวกาศ” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ NASA เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารระดับสูงสุดให้กับเนื้อไก่จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เพื่อพิสูจน์ว่าอาหารไทยมีคุณภาพสูงพอที่จะให้นักบินอวกาศรับประทานได้ ถือเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ และเป็นหนึ่งในองค์ความรู้ของซีพี
ปั้นสตาร์ตอัป-อินโนเวชันคลัสเตอร์
นายศุภชัย เน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาคนที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในนั้นคือ แผนเชิงรุกผ่านโครงการสร้างทีมสตาร์ตอัป 200,000 ทีม (ประมาณ 2 ล้านคน) จากกลุ่มนักศึกษา โดยรัฐสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นทีมละ 5 แสนบาท รวมงบประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งมั่นว่านี่คือ การลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ให้คิดแบบผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสเกิด “ยูนิคอร์น”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรุงเทพฯ เป็นคลัสเตอร์นวัตกรรม (Innovation Cluster) เลียนแบบโมเดล บอสตัน หรือ ซิลิคอนวัลเลย์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในด้าน Computing , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในด้าน Bio ซึ่งประเมินว่าลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาทใน 5 ปี เน้น 5 ด้านหลัก ได้แก่ Digital /AI, Robotic, Bio และ Space
พร้อมแนะรัฐเร่งปรับปรุงกฎหมายภาษี ต่อยอดความสำเร็จจากการยกเว้น Capital Gains Tax ที่เริ่มดึงดูดนักลงทุนให้ย้ายฐานกลับมาจากสิงคโปร์ได้แล้ว แต่ยังขาด Matching Fund หรือ กลไกการสนับสนุนเงินทุนที่หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนร่วมลงทุน (Co-investment) กับนักลงทุนเอกชนในลักษณะ Venture Capital (VC)
'ไทย' ศูนย์กลางการค้า ขนส่งอาเซียน
นายศุภชัย ยังกล่าวในบริบทของการสร้างขั้วอำนาจภายในอาเซียนด้วยว่า หากพิจารณาเป็นรายประเทศทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ต่างเป็นเพียงเศรษฐกิจขนาดกลางที่มีข้อจำกัดด้านการเติบโต โดยมาเลเซียมีประชากรเพียง 35 ล้านคน
ดังนั้นหากต่างคนต่างอยู่จะกลายเป็นลักษณะ “เบี้ยหัวแตก” ที่ไม่มีอำนาจต่อรองเพียงพอ แต่หากเชื่อมโยงกันได้ภายใต้บริบทของ “ขั้วอาเซียน” จะทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีความสำคัญ (Significant) และกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงยังช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการขนส่ง (Trade and Transportation Hub) อย่างเต็มตัว เพราะนอกจากจะเชื่อมต่อกับประเทศในอาเซียน และจีนแล้ว เส้นทางที่ลงไปทางตะวันตกยังเชื่อมไปยังมหาสมุทรอินเดียได้อีกด้วย
“ยุทธศาสตร์การรวมกลุ่ม และความเชื่อมโยงนี้มีความจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศอื่น เช่น เวียดนาม กลายเป็นทางเลือกหลัก (Alternative) แทนที่ไทยในอนาคต หากเราสามารถสร้างความร่วมมือที่เหนียวแน่นได้ก่อน”
นายศุภชัย ย้ำว่าประเทศไทย คือ “Strategic Point” ของภูมิภาคมานานแล้ว แม้ปัจจุบันเวียดนามจะดูเหมือนแซงหน้าในบางด้าน แต่ในสายตาของนักลงทุนจีน ไทยยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ และความสัมพันธ์ที่ดีกว่า
เร่งแผนพลังงานหนุนลงทุนดาต้าเซนเตอร์
ขณะที่มุมมองการแข่งขันอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน นายศุภชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ หากไทยไม่มีแผนด้านพลังงานที่ชัดเจน หรือข้อตกลงซื้อขายพลังงานสะอาดที่แน่นอน นักลงทุนอาจหันไปหาคู่แข่งรายสำคัญอย่างมาเลเซีย และสิงคโปร์ที่กำลังร่วมมือกันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่
ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้กำลังเร่งปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ และกำลังการผลิตไฟฟ้าให้พร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นความรวดเร็วในการสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าไทยจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดเทคโนโลยีนี้ไว้ได้หรือไม่ การล่าช้าในการตัดสินใจอาจส่งผลให้ผู้ให้บริการระดับโลกตัดสินใจย้ายฐานปฏิบัติการไปยังทำเลที่มีความพร้อมมากกว่าในทันที
“ทุเรียนไทย” จากผลไม้สดสู่ขุมพลัง ศก.
สำหรับภาคการเกษตรไทยนับเป็นอีกเรื่องที่กลุ่มซีพีให้ความสำคัญ นายศุภชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทางการเกษตรที่สูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้ มีมูลค่าส่งออกไปเฉพาะประเทศจีนเพียงแห่งเดียวสูงถึง 140,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้าวที่มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 180,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าทุเรียนเพียงชนิดเดียวสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาลและใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ
ดังนั้นจึงควรเพิ่มมูลค่า และโอกาสในตลาดโลกได้อีก แม้ทุเรียนไทยจะมียอดขายที่ดี แต่ยังมีโอกาสเติบโตได้มากหากปรับกลยุทธ์ ยกตัวอย่างตลาดทุเรียนแช่แข็ง ปัจจุบันตลาดนี้มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าตลาดหลัก และเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาเพื่อเข้ามาแข่งขัน
ทั้งนี้ หากไทยยกระดับจากการขายผลสดไปสู่การทำทุเรียนแช่แข็ง หรือผลิตเป็นวัตถุดิบ (Ingredient) เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร และอื่นๆ จะช่วยสร้างรายได้มหาศาล เพราะผลไม้ไทยเกือบทุกชนิดมีพื้นฐานคุณภาพที่ดีอยู่แล้ว
ดังนั้นเรื่องการวิจัย และพัฒนา (R&D) ของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งที่มีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับพบข้อจำกัดในหลายเรื่อง
3 ปีควบ ‘ทรู ดีแทค’ หลอมวัฒนธรรมเกือบ100%
นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังได้กล่าวถึง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ด้วยว่า หลังการควบรวม True-DTAC เข้าสู่ปีที่ 3 ปัจจุบันได้ หลอมรวมวัฒนธรรมองค์กรได้แล้ว 70%
โดยมองทิศทางในอนาคตของ ทรู จะเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.Digital Media สร้างแพลตฟอร์มท้องถิ่นเพื่อลดการครอบงำจากต่างชาติ 2. Cloud ลดต้นทุนข้อมูลให้ เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น และ 3. AI ยกระดับสู่การเป็น Tech Company อย่างเต็มตัว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





