นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ True เปิดยุทธศาสตร์สำคัญดันอาณาจักรซีพี ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ของอาเซียน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
รวมทั้งเน้นยุทธศาสตร์หลักในหลายมิติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ระหว่างการเข้าพบเพื่ออวยพรวันปีใหม่ของคณะผู้บริหารสื่อในเครือเนชั่น เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.2569
ยกระดับอุตฯในเครือสู่ Learning Center
ประธานใหญ่ของเครือ ซีพี กล่าวถึงแผนการต่อยอด และยกระดับสถานประกอบการในเครือที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้” (Learning Center) ที่เข้าถึงได้สำหรับระบบการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้เด็กนักเรียน และนักศึกษาได้เข้าฝึกงาน และเรียนรู้เทคโนโลยีจริง
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งหน่วยงาน Center of Excellence (CE) เพื่อดูแลด้านเทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นความตั้งใจว่าทำอย่างให้บริษัทเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย
หนึ่งในนวัตกรรมไฮไลต์ เช่น โครงการ “ไก่อวกาศ” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ NASA เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารระดับสูงสุดให้กับเนื้อไก่จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เพื่อพิสูจน์ว่าอาหารไทยมีคุณภาพสูงพอที่จะให้นักบินอวกาศรับประทานได้ ถือเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ และเป็นหนึ่งในองค์ความรู้ของซีพี
ปั้นสตาร์ตอัป-อินโนเวชันคลัสเตอร์
นายศุภชัย เน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาคนที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หนึ่งในนั้นคือ แผนเชิงรุกผ่านโครงการสร้างทีมสตาร์ตอัป 200,000 ทีม (ประมาณ 2 ล้านคน) จากกลุ่มนักศึกษา โดยรัฐสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นทีมละ 5 แสนบาท รวมงบประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งมั่นว่านี่คือ การลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ให้คิดแบบผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสเกิด “ยูนิคอร์น”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรุงเทพฯ เป็นคลัสเตอร์นวัตกรรม (Innovation Cluster) เลียนแบบโมเดล บอสตัน หรือ ซิลิคอนวัลเลย์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในด้าน Computing , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในด้าน Bio ซึ่งประเมินว่าลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาทใน 5 ปี เน้น 5 ด้านหลัก ได้แก่ Digital /AI, Robotic, Bio และ Space
พร้อมแนะรัฐเร่งปรับปรุงกฎหมายภาษี ต่อยอดความสำเร็จจากการยกเว้น Capital Gains Tax ที่เริ่มดึงดูดนักลงทุนให้ย้ายฐานกลับมาจากสิงคโปร์ได้แล้ว แต่ยังขาด Matching Fund หรือ กลไกการสนับสนุนเงินทุนที่หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนร่วมลงทุน (Co-investment) กับนักลงทุนเอกชนในลักษณะ Venture Capital (VC)
'ไทย' ศูนย์กลางการค้า ขนส่งอาเซียน
นายศุภชัย ยังกล่าวในบริบทของการสร้างขั้วอำนาจภายในอาเซียนด้วยว่า หากพิจารณาเป็นรายประเทศทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ต่างเป็นเพียงเศรษฐกิจขนาดกลางที่มีข้อจำกัดด้านการเติบโต โดยมาเลเซียมีประชากรเพียง 35 ล้านคน
ดังนั้นหากต่างคนต่างอยู่จะกลายเป็นลักษณะ “เบี้ยหัวแตก” ที่ไม่มีอำนาจต่อรองเพียงพอ แต่หากเชื่อมโยงกันได้ภายใต้บริบทของ “ขั้วอาเซียน” จะทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีความสำคัญ (Significant) และกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงยังช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการขนส่ง (Trade and Transportation Hub) อย่างเต็มตัว เพราะนอกจากจะเชื่อมต่อกับประเทศในอาเซียน และจีนแล้ว เส้นทางที่ลงไปทางตะวันตกยังเชื่อมไปยังมหาสมุทรอินเดียได้อีกด้วย
“ยุทธศาสตร์การรวมกลุ่ม และความเชื่อมโยงนี้มีความจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศอื่น เช่น เวียดนาม กลายเป็นทางเลือกหลัก (Alternative) แทนที่ไทยในอนาคต หากเราสามารถสร้างความร่วมมือที่เหนียวแน่นได้ก่อน”
นายศุภชัย ย้ำว่าประเทศไทย คือ “Strategic Point” ของภูมิภาคมานานแล้ว แม้ปัจจุบันเวียดนามจะดูเหมือนแซงหน้าในบางด้าน แต่ในสายตาของนักลงทุนจีน ไทยยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ และความสัมพันธ์ที่ดีกว่า
เร่งแผนพลังงานหนุนลงทุนดาต้าเซนเตอร์
ขณะที่มุมมองการแข่งขันอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน นายศุภชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ หากไทยไม่มีแผนด้านพลังงานที่ชัดเจน หรือข้อตกลงซื้อขายพลังงานสะอาดที่แน่นอน นักลงทุนอาจหันไปหาคู่แข่งรายสำคัญอย่างมาเลเซีย และสิงคโปร์ที่กำลังร่วมมือกันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่
ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้กำลังเร่งปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ และกำลังการผลิตไฟฟ้าให้พร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นความรวดเร็วในการสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าไทยจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดเทคโนโลยีนี้ไว้ได้หรือไม่ การล่าช้าในการตัดสินใจอาจส่งผลให้ผู้ให้บริการระดับโลกตัดสินใจย้ายฐานปฏิบัติการไปยังทำเลที่มีความพร้อมมากกว่าในทันที
“ทุเรียนไทย” จากผลไม้สดสู่ขุมพลัง ศก.
สำหรับภาคการเกษตรไทยนับเป็นอีกเรื่องที่กลุ่มซีพีให้ความสำคัญ นายศุภชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทางการเกษตรที่สูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้ มีมูลค่าส่งออกไปเฉพาะประเทศจีนเพียงแห่งเดียวสูงถึง 140,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้าวที่มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 180,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าทุเรียนเพียงชนิดเดียวสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาลและใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ
ดังนั้นจึงควรเพิ่มมูลค่า และโอกาสในตลาดโลกได้อีก แม้ทุเรียนไทยจะมียอดขายที่ดี แต่ยังมีโอกาสเติบโตได้มากหากปรับกลยุทธ์ ยกตัวอย่างตลาดทุเรียนแช่แข็ง ปัจจุบันตลาดนี้มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าตลาดหลัก และเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาเพื่อเข้ามาแข่งขัน
ทั้งนี้ หากไทยยกระดับจากการขายผลสดไปสู่การทำทุเรียนแช่แข็ง หรือผลิตเป็นวัตถุดิบ (Ingredient) เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร และอื่นๆ จะช่วยสร้างรายได้มหาศาล เพราะผลไม้ไทยเกือบทุกชนิดมีพื้นฐานคุณภาพที่ดีอยู่แล้ว
ดังนั้นเรื่องการวิจัย และพัฒนา (R&D) ของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งที่มีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับพบข้อจำกัดในหลายเรื่อง
3 ปีควบ ‘ทรู ดีแทค’ หลอมวัฒนธรรมเกือบ100%
นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังได้กล่าวถึง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ด้วยว่า หลังการควบรวม True-DTAC เข้าสู่ปีที่ 3 ปัจจุบันได้ หลอมรวมวัฒนธรรมองค์กรได้แล้ว 70%
โดยมองทิศทางในอนาคตของ ทรู จะเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.Digital Media สร้างแพลตฟอร์มท้องถิ่นเพื่อลดการครอบงำจากต่างชาติ 2. Cloud ลดต้นทุนข้อมูลให้ เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น และ 3. AI ยกระดับสู่การเป็น Tech Company อย่างเต็มตัว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





