วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ไม่ใช่จะใช้ AI หรือไม่ แต่จะใช้ยังไงให้ชนะ คำเตือนจาก ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล

ไม่ใช่จะใช้ AI หรือไม่ แต่จะใช้ยังไงให้ชนะ คำเตือนจาก ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล

“วันนี้คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าจะใช้เอไอดีไหม แต่คือ จะใช้ยังไงให้ชนะ”

ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท สคูลดิโอ จำกัด (Skooldio) กล่าวในงานสัมมนา Thailand’s New Prospect ที่จัดโดยเนชั่น กรุ๊ป โดยเขาอธิบายว่า ปัจจุบันเอไอไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องเรียนรู้และนำมาใช้จริง เพราะใครที่เริ่มก่อน ย่อมมีโอกาสนำหน้าในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างมหาศาล

เขากล่าวว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอย่าง ChatGPT, Claude, Copilot หรือ Gemini ทำให้การเข้าถึงเอไอกลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในขณะเดียวกัน หลายองค์กรกลับยังไม่สามารถใช้เอไอให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

โดยดร.วิโรจน์ได้อ้างอิงรายงานของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กว่า 95% ของโครงการเอไอล้มเหลว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการมองเอไอเป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่ไม่ได้วางกลยุทธ์ชัดเจนว่าควรใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไร

4 ขั้นตอนของการนำเอไอมาใช้ในองค์กร

ดร.วิโรจน์ได้อธิบายว่า การนำเอไอมาใช้ในองค์กรมีลำดับการเติบโตที่ชัดเจน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นต้องมีเป้าหมาย วิธีการ และการปรับตัวของบุคลากรที่ต่างกันออกไป

1. ใช้เอไอเป็นเครื่องมือช่วยงาน เป็นขั้นเริ่มต้นที่หลายองค์กรกำลังอยู่ในตอนนี้ เช่น ให้พนักงานใช้ ChatGPT หรือ Copilot เพื่อช่วยเขียนอีเมล สรุปประชุม หาข้อมูล หรือช่วยคิดไอเดีย ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มาก แต่ยังไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจโดยตรง

“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ให้ทุกคนใช้เอไอได้ แต่ต้องใช้เป็น เพื่อให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับผลงาน ไม่ใช่เพียงแค่ความสะดวกชั่วคราว”

2. นำเอไอมาช่วยลดภาระงานซ้ำซาก และทำให้ระบบภายในองค์กรไหลลื่นมากขึ้น เช่น การให้เอไออ่านและบันทึกข้อมูลจากใบเสร็จอัตโนมัติ ระบบคัดกรองผู้สมัครงานจากวิดีโอสัมภาษณ์ หรือระบบตอบอีเมลที่จัดลำดับความสำคัญของข้อความได้เอง

การทำให้ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดเวลา ลดความผิดพลาด และเปิดโอกาสให้พนักงานใช้เวลาไปกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.วิโรจน์เตือนว่า “อย่าทำออโตเมชันแค่เพราะเท่ แต่ต้องเลือกจุดที่เอไอสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น งานข้อมูล งานเอกสาร หรือการวิเคราะห์เชิงตัวเลข”

3. เมื่อองค์กรเริ่มคุ้นกับเอไอแล้ว ขั้นต่อไปคือ การใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อยกระดับผลงาน ให้ทุกคนทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น เช่น การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบเชิงลึก เพื่อให้ทีมการตลาดสื่อสารได้ตรงกลุ่มมากขึ้น หรือใช้ระบบแนะนำคอนเทนต์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น แกร็บ (Grab) ใช้เอไอวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และปรับข้อความส่งเสริมการขายให้เฉพาะบุคคล จนทำให้ยอด engagement เพิ่มขึ้นกว่า 25 - 50%

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า “เอไอไม่ได้มีไว้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น แต่ต้องทำให้งานดีขึ้นด้วย เช่น งานออกแบบที่ละเอียดขึ้น หรือการสื่อสารที่แม่นยำขึ้น” เขาเสริมว่า ขั้นนี้องค์กรต้องมีข้อมูลคุณภาพ และระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดี เพราะเอไอจะเก่งเท่ากับข้อมูลที่มันได้รับเท่านั้น

4. ขั้นสูงสุดของการใช้เอไอคือ การนำมาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Business Transformation ซึ่งไม่ได้แค่ปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน แต่สร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสื่อที่เคยพึ่งพาการผลิตคอนเทนต์ด้วยคนทั้งหมด อาจเปลี่ยนมาใช้เอไอเพื่อผลิตเนื้อหาอัตโนมัติ หรือธุรกิจท่องเที่ยวที่ใช้เอไอสร้างแพ็กเกจทัวร์เฉพาะบุคคลจากข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า

ดร.วิโรจน์ ยกตัวอย่าง ชัตเตอร์สต็อก (Shutterstock) ซึ่งเดิมเป็นคลังภาพออนไลน์ แต่บริษัทปรับตัวด้วยการใช้ Generative AI มาช่วยสร้างภาพตามคำสั่งลูกค้าโดยตรง ทำให้ไม่เพียงรอดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่ยังเพิ่มรายได้ใหม่จากบริการเอไอ

“เอไอทำให้ธุรกิจสามารถแตกต่าง และประหยัดต้นทุนได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อก่อนแทบเป็นไปไม่ได้” เขากล่าว

เอไอไม่แทนที่คน แต่คนที่ใช้เอไอเป็นจะแทนที่คนที่ไม่ใช้

ในช่วงท้ายของการสัมมนา ดร.วิโรจน์ สรุปว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอไอไม่ได้หมายถึงการแทนที่มนุษย์ แต่หมายถึงการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ

“เอไอคือเครื่องมือใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ มันจะไม่มาแทนคน แต่คนที่ใช้เอไอเป็น จะมาแทนคนที่ไม่ใช้” 

เขาทิ้งท้ายว่า การนำเอไอมาใช้ให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความเข้าใจก่อนการลงทุน โดยองค์กรที่เริ่มเรียนรู้ก่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบก่อน เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน คนที่ชนะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”