วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

ปัจจุบันประเทศไทยถูกห้อมล้อมไปด้วยเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาถึง 2 ด้านด้วยกัน คือทั้งทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก

ทั้งนี้ปรากฏว่า เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ยังได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมาด้วย

อ้างอิงจากรายงานข่าวของต่างประเทศที่พบว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศจีนได้เริ่มติดตามสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่ม Prince Holding Group ในกัมพูชาที่ถูกสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมฟอกเงินและอาชญากรรมสแกมเมอร์ (cyber scams) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ก่อนที่จะมีรายงานข่าวของกระทรวงการคลังสหรัฐว่า 

มีการประมาณการมูลค่ารวมของเงินที่คนอเมริกันถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมไซเบอร์ในปี ค.ศ. 2024 ที่สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเหล่าสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นความเสียหายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2023

ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้มักทำการหลอกขโมยเงินจากเหยื่อผ่านบัญชีม้าเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรีบถอนโอนเงินออกนอกประเทศโดยแปลงเป็นเงิน stablecoins อย่างเช่น USDT หรือ USDC เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจว่า เงินจำนวนมากที่เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ได้จากการล่อลวงเหยื่อ ก่อนจะแปลงเป็นเงิน USDT หรือ USDC ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเครือข่ายมิจฉาชีพและอาชญากรรมสแกมเมอร์ในช่วง ค.ศ. 2020-2024 แล้วนั้น

มันยังบังเอิญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดของ stablecoins อย่าง USDT และ USDC ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย (ดูรูปที่ 1) การขยายตัวของแหล่งสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้ จึงขยายตัวตามมูลค่าตลาดของ stablecoins ทั้งระบบด้วย

รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการจะตัดเส้นเลือดใหญ่ของเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์อย่างถอนรากถอนโคนแล้ว รัฐบาลคงหนีไม่พ้นที่จะต้องดำเนินมาตรการต่อไปนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ให้ได้ผลต่อไป ซึ่งได้แก่

มาตรการแรก ประเทศไทยควรต้องเตรียมเรื่องการออกกฎหมายเฉพาะด้านเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่อย่างเช่น stablecoins และอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะได้สามารถกำกับดูแลธุรกรรมผ่านช่องทาง stablecoins ให้เกิดผลได้จริงมากขึ้น 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. อาจจะเริ่มต้นด้วยการติดตามและศึกษาจากกฎหมาย GEINUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ก.ล.ต. อาจประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Securities and Exchange Commission (SEC) เพื่อช่วยแนะนำเรื่องของการรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

มาตรการที่สอง ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ทำการยึดทรัพย์สินและจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพในเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาอื่น ๆ ให้ได้ผลมากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึด bitcoin ที่มีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนายเฉินจื้อ (Chen Zhi) ซึ่งเป็นประธานและผู้บริหารของ Prince Holding Group

ในขณะที่ประเทศอังกฤษก็ได้ทำการยึดคฤหาสน์ของนายเฉินจื้อที่มีมูลค่า 12 ล้านปอนด์ และอาคารสำนักงานอีกราว 100 ล้านปอนด์ ไต้หวันได้ยึดทรัพย์คิดเป็นมูลค่า 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับเรือยอชต์อีก 1 ลำและอื่น ๆ

ฮ่องกงได้ประกาศยึดทรัพย์ที่เป็นทั้งเงินสดและหุ้นที่มีมูลค่า 353 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศสิงคโปร์ก็ได้ยึดทรัพย์ของเครือข่ายกลุ่มนี้คิดเป็นเงินรวม 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

ข้อดีของความร่วมมือกันระหว่างประเทศคือการสามารถร่วมกันยึดทรัพย์สินของนายเฉินจื้อและพรรคพวกในเครือข่ายที่พยายามกระจายทรัพย์สินไปแฝงตัวอยู่ในหลาย ๆ ประเทศได้มากขึ้นนั่นเอง

มาตรการที่สาม ต้องมุ่งกำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ในแต่ละสายงานที่เห็นแก่อามิสสินจ้างที่ได้จากนายทุนสีเทา

อย่างไรก็ตาม ระบบกระบวนการยุติธรรมปกติที่แม้จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาก็ตาม แต่ก็มักต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลสรุปที่ชัดเจน หรืออาจจะถูกแทรกแซงบิดเบือนจากการใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องของบรรดาผู้ที่ทุจริตด้วย

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายสำคัญอื่น ๆ  อย่างเช่น กฎหมายภาษี เข้ามาร่วมใช้กับการรายงานบัญชีทรัพย์สินเพื่อใช้เล่นงานผู้บริหารที่มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ด้วยข้อหาที่ไม่รายงานรายได้พึงประเมินให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง เนื่องจากผู้ทุจริตจะไม่สามารถรายงานรายได้ในส่วนที่ได้มาโดยทุจริตได้ 

การใช้กฎหมายภาษีเพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่นี้ก็จะมีข้อดีในแง่ที่ว่า จะสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ใช้เวลาไม่มาก และมีต้นทุนในการดำเนินการที่ค่อนข้างต่ำด้วย

โดยสรุปแล้ว การรับมือให้เท่าทันกับการขยายตัวของปัญหาสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทานั้น เราจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ด้านหลักตามที่ได้กล่าวไปแล้วคือ ด้านความพร้อมในเรื่องกฎหมายเฉพาะทางเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทำการยึดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย และด้านการใช้กฎหมายภาษีมาเป็นเครื่องมือเสริมในการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ให้เหลือน้อยลง เช่นนี้แล้ว ไทยก็จะสามารถรับมือกับธุรกิจสีเทาและสแกมเมอร์ได้อย่างเท่าทันต่อไป.