วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจ AI สิ้นปี 68 บิ๊กเทคลงทุนหนัก ผลประกอบการโตแรง ต้นทุนพุ่งสูง

เศรษฐกิจ AI สิ้นปี 68 บิ๊กเทคลงทุนหนัก ผลประกอบการโตแรง ต้นทุนพุ่งสูง

โค้งสิ้นปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Google (Alphabet), Meta, Amazon และ Nvidia ต่างทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสล่าสุด (Q3) ที่สะท้อนภาพเดียวกันคือ รายได้จากบริการคลาวด์และโฆษณาเติบโตสูงกว่าคาด แต่ต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอกลับพุ่งขึ้นเร็วกว่ากำไร

พร้อมกันนั้น OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT ก็เริ่มวางรากฐานเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยมูลค่าที่อาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นสัญญาณของยุคเร่งขยายทุนในเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่เอไอเริ่มเป็นกระแสหลัก

ไมโครซอฟท์กำไรสูง แต่เริ่มชนเพดานโครงสร้างพื้นฐาน

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสกรกฎาคม - กันยายน 2568 ว่ามีรายได้รวม 77.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรต่อหุ้น 3.72 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความกังวลให้ตลาดมากกว่าคือ งบลงทุนด้านทุนที่ทำสถิติสูงสุดถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว

บริษัทระบุว่า การใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการขยายศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับความต้องการบริการคลาวด์และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจอาชัวร์ (Azure) ซึ่งมีอัตราเติบโตถึง 40% ในช่วงเดียวกัน ขณะที่บริษัทคาดว่าการเติบโตของอาชัวร์ในไตรมาสถัดไปจะอยู่ที่ประมาณ 37% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย

เอมี่ ฮู้ด (Amy Hood) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินไมโครซอฟท์ ยอมรับว่า ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานเริ่มกลายเป็นปัญหาจริงจัง และอาจต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 ปีครึ่งกว่าจะขยายได้ทัน

อย่างไรก็ตาม หลังประกาศผลประกอบการ ราคาหุ้นไมโครซอฟท์ปรับลดลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน แม้ตัวเลขรายได้จะอยู่เหนือความคาดหมายของตลาด

เมตาทุ่มทุนสร้างเอไอสติปัญญาเหนือมนุษย์

ด้านเมตา (Meta) รายได้ไตรมาสล่าสุดโตขึ้น 26% แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 32% เพราะบริษัทกำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเอไอระดับโลก เพื่อรองรับโครงการที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ (Superintelligence)

เมตาเพิ่งจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ Meta Superintelligence Labs เมื่อกลางปี 2568 เพื่อรวมทีมวิจัยและพัฒนาเอไอระดับสูงไว้ภายใต้ศูนย์กลางเดียว และเร่งดึงดูดบุคลากรด้านเอไอจากทั่วโลก บริษัทระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนของบุคลากรเอไอจะเป็นหนึ่งในต้นทุนที่เติบโตสูงที่สุดในปีหน้า

หลังประกาศผลประกอบการ หุ้นเมตาร่วงกว่า 8% เพราะนักลงทุนเริ่มกังวลว่าการขยายการลงทุนมหาศาลนี้อาจกดดันผลกำไรในระยะสั้น แม้รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง

อัลฟาเบต (กูเกิล) รายได้ทะลุแสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

อัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล (Google) รายงานรายได้ไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ 102.35 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 76.7 พันล้านในปีก่อน โดยถือเป็นครั้งแรกที่รายได้ทะลุระดับ “แสนล้านดอลลาร์”

โดยรายได้หลักยังมาจากธุรกิจค้นหาและโฆษณาออนไลน์ที่เติบโตสองหลัก ขณะที่ YouTube โตขึ้น 22% และธุรกิจคลาวด์โต 28% เมื่อเทียบปีต่อปี

รูธ พอแรต (Ruth Porat) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่า บริษัทกำลังลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ และคาดว่า งบลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 91 - 93 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้งานคลาวด์ และโมเดล Gemini ที่เติบโตต่อเนื่อง

ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานกรรมการบริหารของกูเกิล เปิดเผยว่า “กว่า 70% ของลูกค้าคลาวด์นำเอไอมาใช้จริงแล้ว” และแชตบอต Gemini 2.5 กำลังขยายสู่ผู้ใช้กว่า 650 ล้านคนทั่วโลก

อินวิเดียทะยานสู่บริษัทมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ 

อินวิเดีย (Nvidia) คือ บริษัทที่กลายเป็น “หัวใจของเศรษฐกิจเอไอ” รายได้พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการชิปประมวลผลจีพียูทั่วโลก จนบริษัทมีมูลค่าตลาดแตะ 5 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าแอปเปิ้ล (Apple) และไมโครซอฟท์ในบางช่วงของการซื้อขาย

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโออินวิเดียประกาศว่า อินวิเดียคาดจะสร้างรายได้รวมจากจีพียูมากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2569 หลังเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Blackwell ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบเอไอระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์

อินวิเดียยังขยายความร่วมมือกับหน่วยงานและบริษัทต่างๆ เช่น กระทรวงพลังงานสหรัฐ (DOE), Uber, Oracle, Palantir, Nokia, Foxconn, Caterpillar และ Belden เพื่อสร้างระบบประมวลผลเอไอสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง

อะเมซอนหุ้นผันผวน ทุ่มลงทุนเอไอต่อเนื่อง 

แม้ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวผันผวนและขึ้นเพียง 4% ในปีนี้ แต่อะเมซอน (Amazon) ยังเดินหน้าเต็มกำลังกับการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างเอไอทั่วโลก

ธนาคารแห่งอเมริกาประเมินว่า การเติบโตของ Amazon Web Services (AWS), โฆษณาออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซ จะช่วยพยุงผลกำไรในปีหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์จาก JPMorgan เตือนว่า อะเมซอนอาจตามหลังไมโครซอฟท์ และกูเกิลในสนาม “เอไอเชิงสร้างสรรค์” แต่เชื่อว่าช่องว่างจะค่อยๆ แคบลงเมื่อ AWS ปรับโครงสร้างเสร็จ

โอเพนเอไอเตรียมเข้าสู่ตลาดหุ้นมูลค่าล้านล้านดอลลาร์

ในอีกฟากหนึ่งของสนาม เอไอระดับผู้บุกเบิกอย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) ก็เริ่มวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2569 - 2570 ด้วยมูลค่าที่อาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

โอเพนเอไอมีรายได้ต่อปีประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังคงขาดทุนจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์มหาศาล เพื่อรองรับการขยายตัวของโมเดลเอไอรุ่นใหม่ 

บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้งในปีนี้ โดยให้มูลนิธิไม่แสวงกำไร Foundation ถือหุ้นราว 26% ในบริษัทแม่ เพื่อรักษาบทบาทด้านกำกับดูแลเชิงจริยธรรม

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ ระบุว่า การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะอาจเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด เพื่อระดมทุนขนาดใหญ่สำหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอในระยะยาว เขาย้ำว่า “ความต้องการเงินทุนของเราอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี”

เส้นแบ่งใหม่ของเศรษฐกิจเทคโนโลยี

ภาพรวมของผลประกอบการจากบิ๊กเทคสิ้นปี 2568 แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเอไอกำลังเติบโตในเชิงรายได้ แต่ยังไม่ยั่งยืนในเชิงกำไร เพราะบริษัททุกแห่งต่างเร่งลงทุนในศูนย์ข้อมูล ชิป และบุคลากร เพื่อชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยี

นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ “ฟองสบู่ดอตคอม” ในช่วงปลาย 2533 - 2452 เมื่อบริษัทเทคโนโลยีทุ่มเงินมหาศาลโดยยังไม่รู้ว่ารายได้ระยะยาวจะคุ้มค่าหรือไม่

การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนวัตกรรมซอฟต์แวร์ แต่คือการแข่งขันเพื่อครอบครองพลังประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นทรัพยากรหายากของศตวรรษที่ 21

แม้ยังไม่มีใครรู้ว่าการทุ่มลงทุนระดับแสนล้านดอลลาร์เหล่านี้จะนำไปสู่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่เพียงเป็นนวัตกรรม หากยังเป็น “อุตสาหกรรมหนัก” ของยุคดิจิทัลที่ทุกประเทศ และทุกบริษัทกำลังเร่งเข้าไปมีส่วนแบ่งในโครงสร้างใหม่นี้

อ้างอิง: Reuters 1Reuters 2CNBCThe GuardianYahoo Finance และ Business Insider