สถานการณ์น้ำท่วม กทม. เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีน้ำท่วมขัง 97 ชุมชนใน 6 เขตฝั่งตะวันออก เร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย พร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ 40–50 มม. ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำจากพื้นที่รอบกรุงและการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์
KEY POINTS
- สถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังใน 97 ชุมชนของ 6 เขตฝั่งตะวันออก
- กทม. เร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกผ่านคลองประเวศบุรีรมย์และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทย
- เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ปริมาณ 40-50 มม. โดยระดมเครื่องสูบน้ำเข้าประจำจุดและแจ้งเตือนประชาชน
- ยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำจากพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ได้
10 ตุลาคม 2569 กรุงเทพมหานครเผยสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายหลังฝนเว้นช่วง 2 วัน แต่ยังมีน้ำท่วมขัง 97 ชุมชนใน 6 เขตฝั่งตะวันออก เร่งระบายน้ำผ่านคลองประเวศบุรีรมย์และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำรับมือฝนระลอกใหม่ที่คาดว่าจะตก 40–50 มิลลิเมตร ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 10 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 11 ตุลาคม ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังมวลน้ำจากพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมขัง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงหลังจากฝนเว้นช่วงไป 2 วัน ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 6 เขตฝั่งตะวันออก ได้แก่ เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง, ลาดกระบัง และบึงกุ่ม รวมประมาณ 97 ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนริมคลอง
สาเหตุหลักเกิดจากการที่กรุงเทพมหานครถูกโอบล้อมด้วยมวลน้ำจาก 3 ทิศทาง ได้แก่ จังหวัดปทุมธานีและนครนายกทางทิศเหนือ, จังหวัดฉะเชิงเทราทางทิศตะวันออก และจังหวัดสมุทรปราการทางทิศใต้
อุปสรรคการระบายน้ำและการประสานงานเร่งด่วน
สำหรับการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งประสานงานเพื่อผลักดันน้ำออกไปทางฝั่งแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) และสมุทรปราการ แต่ยังคงพบอุปสรรคสำคัญเนื่องจากระดับน้ำในคลองแนวเหนือ-ใต้ยังคงเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะคลองลำปลาทิวที่ระดับน้ำลดลงช้า เพราะมีน้ำล้นคันกั้นน้ำจากจังหวัดปทุมธานีไหลเข้ามาเติมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปริมาณน้ำภายนอกทางฝั่งแปดริ้วมีจำนวนมาก ทำให้การสูบน้ำออกจากพื้นที่ทำได้ยากลำบาก
ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งเรือผลักดันน้ำลงในคลองประเวศบุรีรมย์ พร้อมประสานงานกับกรมชลประทานให้ช่วยดึงน้ำลงสู่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตมุ่งหน้าสู่อ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการมีลักษณะราบเรียบ ทำให้น้ำเคลื่อนตัวได้ช้า และเครื่องสูบน้ำบริเวณริมทะเลสามารถทำงานได้เพียงร้อยละ 50 จึงต้องเร่งผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับเข้ามาในพื้นที่
การเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่และสถานการณ์น้ำเหนือ
ด้านการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝน ศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานครได้เฝ้าระวังตามการพยากรณ์อากาศ ซึ่งคาดว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้ จนถึงเวลา 04.00 น. ของวันพรุ่งนี้ โดยมีปริมาณฝนประมาณ 40–50 มิลลิเมตร แม้ปริมาณฝนจะไม่หนักเท่าสัปดาห์ก่อน แต่ กทม. ได้ระดมเครื่องสูบน้ำเข้าประจำจุด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมให้คอยสังเกตระดับน้ำในท่อระบายน้ำอย่างใกล้ชิด
ส่วนสถานการณ์น้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรุงเทพมหานครยังคงรองรับได้ในระดับที่ปลอดภัยสูงสุดถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากคันกั้นน้ำมีความสูงเพียงพอ สำหรับความจุของเขื่อนหลักทั่วไปยังมีพื้นที่รองรับน้ำเหลืออีกราวร้อยละ 30 ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ค่อนข้างเต็ม ซึ่งหากมีการแบ่งระบายน้ำมาทางคลองระพีพัฒน์หรือคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ก็อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ฝั่งตะวันออกของ กทม. ได้เช่นกัน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นถึงจุดอ่อนในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวคิดว่า ในอนาคตการอนุมัติโครงการหมู่บ้านจัดสรรจะต้องพิจารณาระดับน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่ต่ำอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการกู้ภัย
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะนำบทเรียนดังกล่าวมาปรับปรุงฐานข้อมูลและจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือระยะยาว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาว่า สถานการณ์แบบนี้มันยากที่เราจะมีทุกอย่างครบ 100% เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมมือกันอย่างบูรณาการ





