วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘บัวผุด’ ดอกไม้ใหญ่-เหม็นสุดในโลก ‘เสี่ยงสูญพันธุ์’ จาก ‘การตัดไม้ทำลายป่า’

“บัวผุด” ดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกเสี่ยงสูญพันธุ์กว่า 60% จากการตัดไม้ทำลายป่าและการสูญเสียถิ่นที่อยู่ นักวิชาการเสนอแนวทางอนุรักษ์ผ่านการดึงชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเข้าร่วมปกป้องผืนป่า

KEY POINTS

  • บัวผุด (Rafflesia) ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ใหญ่และมีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่จะสูญพันธุ์ โดยกว่า 60% ของสายพันธุ์ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ใกล้สูญพันธุ์ตามมาตรฐาน IUCN
  • สาเหตุหลักของการเสี่ยงสูญพันธุ์มาจากการตัดไม้ทำลายป่าดิบชื้นเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของบัวผุดและพืชอาศัยอย่างเถาวัลย์สกุลเครือเขาน้ำ
  • พื้นที่อยู่อาศัยของบัวผุดมากกว่า 2 ใน 3 อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองของรัฐ ทำให้ขาดการคุ้มครองทางกฎหมายและเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ตลอดเวลา

“บัวผุด” (Rafflesia) เป็นดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมาพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรง เพื่อดึงดูดแมลงวันซากสัตว์เพื่อช่วยผสมเกสร ถือว่าเป็นพืชกาฝากที่ไม่มีทั้งใบ ราก และลำต้น มันมักจะบานสะพรั่งอยู่บนพื้นป่าฝนทึบของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปรกติก็เป็นพืชที่หายากอยู่แล้ว แต่การบุกรุกพื้นที่ป่ากลับทำให้พืชชนิดนี้ “ใกล้สูญพันธุ์” เต็มที

จากการศึกษาของ คริส โธโรการ์ด นักพฤกษศาสตร์และรองผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และคณะพบว่า กว่า 60% ของสายพันธุ์บัวผุดทั้งหมด 42 สายพันธุ์ที่ได้รับการบันทึกไว้ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงที่จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ ตามเกณฑ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) 

โดยมีมากถึง 25 สายพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ส่วนกลุ่มใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) มี 15 สายพันธุ์ และอีก 2 สายพันธุ์อยู่ในกลุ่มมีแนวโน้มสูญพันธุ์ (Vulnerable)

“สิ่งที่น่ากังวล คือ สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์กำลังถูกทำลายจนหมดสิ้นไป ก่อนที่พวกมันจะได้รับการค้นพบหรือทำความรู้จักโดยวิทยาศาสตร์เสียอีก” คริส โธโรการ์ดกล่าว

ป่าถูกทำลาย

บัวผุด เป็นพืชกาฝากภายใน (Endoparasitic plant) ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวสูงมาก เนื่องจากไม่มีเนื้อเยื่อสังเคราะห์แสงสีเขียว พวกมันดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการแทรกเส้นใยเซลล์ขนาดเล็ก เข้าไปดูดสารอาหารอยู่ภายในท่อน้ำเลี้ยงของเถาวัลย์สกุลเครือเขาน้ำ (Tetrastigma) 

ฌองแมร์ โมลินา นักชีววิทยาวิวัฒนาการพืชจากมหาวิทยาลัยเพซ กล่าวว่าบัวผุดมีบทบาทสำคัญในการเป็น “สิ่งมีชีวิตหลัก” ในป่า โดยระบุว่า “ภาวะกาฝากเป็นกระบวนการที่จำเป็นในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยพืชกาฝากจะช่วยควบคุมประชากรพืชเจ้าบ้านไม่ให้เติบโตมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์อื่น” นอกจากนี้ ผลและเมล็ดของมันยังเป็นอาหารให้แก่สัตว์ขนาดเล็กและมด ซึ่งช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไปทั่วป่า

แต่ปัจจุบัน ผืนป่าดิบชื้นปานกลางและป่าต่ำที่ราบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บัวผุดสามารถเติบโตได้กลับลดลงไปมาก จากการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำไม้ไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้กลายเป็นแปลงเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น สวนปาล์มน้ำมัน ไร่กาแฟ และไร่อากาเว

เมื่อป่าถูกทำลายและสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ก็ทำให้สกุลเครือเขาน้ำ ซึ่งเป็นพืชอาศัยของบัวผุดได้รับผลกระทบ พร้อมทำลายสภาพแวดล้อมที่บัวผุด จำเป็นต้องใช้ในการเจริญเติบโต

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า มากกว่า 67% ของถิ่นที่อยู่อาศัยของบัวผุด ที่พบได้ในปัจจุบัน ตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองของรัฐ ส่งผลให้พวกมันขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ตลอดเวลา

เร่งอนุรักษ์

บัวผุด มีความผูกพันลึกซึ้งกับชนพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน เช่น ชนพื้นเมืองออรังอัสลี (Orang Asli) กลุ่มเผ่าเทเมียร์ (Temiar) และเผ่าจาไฮ (Jahai) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความเชื่อว่าบัวผุด เป็นสิ่งสถิตของวิญญาณแห่งป่า และเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้

รุสลี อังกาห์ มัคคุเทศก์จากเผ่าเทเมียร์ เล่าว่า “ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณที่มีบัวผุด ชนพื้นเมืองบางกลุ่มจะประกอบพิธีกรรมหรือขออนุญาตจากวิญญาณผู้ดูแลป่า เพื่อให้มั่นใจว่าความสมดุลและความสงบของธรรมชาติจะไม่ถูกรบกวน”

เอเดรียน โทไบอัส นักป่าไม้จากประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ชนพื้นเมืองเป็นผู้ปกป้องป่าที่ดีที่สุด โดยโครงการอนุรักษ์บัวผุดจะประสบความสำเร็จสูงกว่ามาก หากให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังสามารถใช้บัวผุดเป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งการอนุรักษ์ในเขตร้อนของเอเชีย

ตัวอย่างการอนุรักษ์บัวผุดโดยชุมชน มีให้เห็นแล้วบนเกาะซามาร์ ของฟิลิปปินส์ ที่ลีโอนา ทูมามัค เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสำนักงานจัดการพื้นที่คุ้มครองอุทยานธรรมชาติเกาะซามาร์ (PAMO-SINP) ร่วมมือกับชุมชนบารังไก กีรัง ในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ และบังคับใช้พระราชบัญญัติระบบพื้นที่คุ้มครองแห่งชาติฉบับขยาย พ.ศ. 2561 เพื่อเปลี่ยนชาวบ้านจากคนนอกให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่า คอยดูแลรักษา “ราฟเฟลเซีย มานิลลานา” (Rafflesia manillana) หรือที่รู้จักในชื่อ “บัวผุดซามาร์”

ขณะที่ อินโดนีเซียก็พยายามอนุรักษ์พืชชนิดนี้ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของอินโดนีเซียจึงได้ยกให้การอนุรักษ์พืชสกุลนี้เป็นภารกิจเร่งด่วน จนผลักดันโครงการอนุรักษ์และการขยายพันธุ์บัวผุดภายในสวนพฤกษศาสตร์อย่างจริงจัง ซึ่งสวนพฤกษศาสตร์โบกอร์ สามารถเพาะเลี้ยงบัวผุดสายพันธุ์ Rafflesia patma ได้สำเร็จ ด้วยการผสมผสานเทคนิคทางพฤกษศาสตร์หลากหลายวิธีเข้าด้วยกัน 

ไม่ว่าจะเป็นการตอนกิ่ง ร่วมกับการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดทั้งในสภาพธรรมชาติ และในหลอดทดลอง ตลอดจนการใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อีกทั้ง สวนพฤกษศาสตร์โบกอร์ยังได้จัดตั้งเรือนเพาะชำเถาวัลย์สกุลเครือเขาน้ำ เพื่อใช้รองรับกระบวนการต่อกิ่งและส่งเสริมการอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิดในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบยั่งยืน ช่วยสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าของการรักษาผืนป่าและบัวผุด ไว้ แทนที่จะทำลายป่าไม้หรือเปลี่ยนพื้นที่เป็นแปลงเกษตรเชิงเดี่ยว

ในประเทศอินโดนีเซียมีการจัดตั้ง “กลุ่มตระหนักรู้ด้านการท่องเที่ยวของเยาวชนในหมู่บ้าน” (Pokdarwis) เพื่อสร้างรายได้จากการนำเที่ยวในช่วงที่บัวผุดบาน ขณะที่ชนพื้นเมืองกลุ่มดุซุน ในประเทศมาเลเซียได้ใช้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทางอ้อม ส่วนในเกาะปาไนย์ ประเทศฟิลิปปินส์ มีการจัดตั้งสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อร่วมกันส่งเสริมและปกป้องบัวผุดสายพันธุ์ท้องถิ่น

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศยังเป็นแรงจูงใจในการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ เช่น ป่าที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์สูง (HCVFs) และกระบวนการนี้ยังช่วยเปลี่ยนบทบาทของชุมชนและชนพื้นเมือง จากการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ให้กลายมาเป็นผู้พิทักษ์ป่าอย่างแข็งขัน โดยมัคคุเทศก์และคนในท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง รายงานการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และช่วยปกป้องสภาพแวดล้อม ตลอดจนเถาวัลย์สกุลเครือเขาน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับการอยู่รอดของบัวผุด

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศจะบรรลุผลในการอนุรักษ์ได้อย่างสมบูรณ์ ต้องมีการปฏิบัติตามคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณนักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวนหรือทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ นักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์จึงเสนอให้ใช้แนวทางการนำเที่ยวโดยมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และกำหนดให้นักท่องเที่ยวเดินบนทางเดินยกระดับ เพื่อป้องกันการเหยียบย่ำทำลาย เพราะการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างถูกวิธี จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ของชุมชนกับการปกป้องระบบนิเวศป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน


ที่มา: Inquirer, Philippine Information Agency, Thursd, ZME Science