ธารน้ำแข็งไตรกลาฟ ธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของสโลวีเนียที่อยู่มานานกว่า 12,000 ปี กำลังจะละลายหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในไม่กี่วันนี้ เนื่องจากวิกฤติโลกร้อน ฤดูหนาวมีหิมะน้อย และอุณหภูมิเดือนกันยายนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
KEY POINTS
- ธารน้ำแข็งไตรกลาฟ ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของสโลวีเนีย คาดว่าจะละลายหมดสิ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า
- สาเหตุหลักเกิดจากวิกฤตโลกร้อนที่ส่งผลให้อุณหภูมิในเดือนกันยายนสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับปริมาณหิมะในฤดูหนาวที่น้อยกว่าปกติ
- ธารน้ำแข็งอายุกว่า 12,000 ปีแห่งนี้ ได้หดตัวลงจากพื้นที่กว่า 250 ไร่ จนปัจจุบันเหลือเพียงเศษน้ำแข็งขนาดเล็กที่มีความหนาไม่ถึงครึ่งเมตร
- การละลายครั้งนี้สะท้อนถึงวิกฤตธารน้ำแข็งที่กำลังหดตัวอย่างรวดเร็วทั่วทวีปยุโรป ซึ่งเผชิญภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าทวีปอื่น
“ธารน้ำแข็งไตรกลาฟ” ธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของสโลวีเนีย กำลังละลายอย่างต่อเนื่อง จนเหลือเพียงเศษน้ำแข็งขนาดเล็ก ซึ่งนักวิจัยเตือนว่าอาจละลายหายไปอย่างสมบูรณ์ภายในไม่กี่วันนี้
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของยอดเขาไตรกลาฟ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในสโลวีเนีย ด้วยความสูง 2,863.65 เมตร ในอดีตธารน้ำแข็งแห่งนี้เคยมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 250 ไร่ ก่อนจะลดลงเหลือราว 87 ไร่ ในปี 1946 เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการบันทึกและติดตามอย่างเป็นระบบ
เครดิตภาพ: REUTERS/Borut Zivulovic
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งไตรกลาฟหลุดจากสถานะ “ธารน้ำแข็งที่แท้จริง” อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มีการไหลหรือการก่อตัวของน้ำแข็งใหม่เพิ่มเติมอีกต่อไป
ปัจจุบัน ธารน้ำแข็งได้ลดขนาดลงจนเหลือเพียงเศษน้ำแข็งกระจายอยู่ครอบคลุมพื้นที่น้อยกว่า 1.25 ไร่ และหดตัวลงเหลือเพียงไม่กี่ตารางเมตรบริเวณใต้หน้าผาของยอดเขามาลี ไตรกลาฟ ที่ระดับความสูงราว 2,470 เมตร โดยชิ้นส่วนน้ำแข็งที่เหลืออยู่ยาวประมาณ 5 เมตร และมีความหนาที่สุดเพียงครึ่งเมตรเท่านั้น
มิฮา ปาฟเซก นักวิจัยจากสถาบันภูมิศาสตร์อันตง เมลิก ภายใต้ศูนย์วิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์และศิลปะแห่งสโลวีเนีย ซึ่งเฝ้าติดตามธารน้ำแข็งนี้มานานกว่า 30 ปี ระบุว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ว่าเศษน้ำแข็งชิ้นสุดท้ายจะละลายหายไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ปาฟเซกอธิบายว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถูกเร่งโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมามีปริมาณหิมะตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และหิมะเริ่มละลายเร็วกว่าปรกติ ส่งผลให้น้ำแข็งที่เหลืออยู่ต้องเจอกับความร้อนในฤดูร้อนยาวนานขึ้น จนแม้แต่ร่มเงาก็ไม่สามารถปกป้องเศษน้ำแข็งที่เหลืออยู่ได้
เครดิตภาพ: REUTERS/Borut Zivulovic
จากข้อมูลอุณหภูมิที่สถานีเครดาริตซา ที่ระดับความสูง 2,513 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกันยายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ตั้งแต่ปี 1991–2020 มากกว่า 3 องศาเซลเซียส โดยในปลายเดือนกันยายนอุณหภูมิรายวันพุ่งสูงเกิน 12 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ฤดูกาลละลายในปีนี้กลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ปี 1955
การสูญเสียธารน้ำแข็งไตรกลาฟ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ธรรมชาติอันยาวนาน เนื่องจากคราบคาร์บอเนตใต้ชั้นน้ำแข็งบ่งชี้ว่า พื้นที่บริเวณนี้มีน้ำแข็งปกคลุมมาตั้งแต่สิ้นสุดยุคไพลสโตซีน หรือเกือบ 12,000 ปีที่แล้ว และคงอยู่มาตลอดเกือบทั้งยุคโฮโลซีน
ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งในออสเตรีย ประเทศเพื่อนบ้านของสโลวีเนีย ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการไหลของน้ำในลุ่มแม่น้ำดราวาและแม่น้ำมูรา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการชลประทานและการเกษตรในทุ่งดราวาและปตูย รวมถึงบางส่วนของภูมิภาคมูราของสโลวีเนีย
ทวีปยุโรปเผชิญภาวะโลกร้อนรวดเร็วกว่าทวีปอื่น โดยสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปถึง 5.5% ในปีนี้ และลดลงเกือบ 20% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายเฝ้าระวังธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ (GLAMOS) และสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสวิตเซอร์แลนด์ เตือนว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์จะหายไปหมด หากยังอยู่ในสภาวะเช่นนี้ต่อไป
ที่มา: Independent, Intelli News, Reuters
เครดิตภาพ: REUTERS/Borut Zivulovic





